CIO's View as of May 19: กลยุทธ์การบริการกองทุนตราสารหนี้

ss

ในโอกาสที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน พรินซิเพิล จำกัด ได้รับรางวัล  
Morningstar Awards 2019 บริษัทจัดการกองทุนยอดเยี่ยม 
ประเภทการลงทุนตราสารหนี้ภายในประเทศ (Domestic Fixed-Income) ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 
ขอนำเสนอมุมมองและเทคนิคการลงทุนที่ทำให้ประสบความสำเร็จ ดังนี้
 

มุมมองและเทคนิคการบริหารกองทุนตราสารหนี้

  1. มุ่งหาผลตอบแทนที่เหมาะสมกับความเสี่ยง ทีมจัดการลงทุนจัดโมเดลพอร์ตโดยพิจารณาภาวะแวดล้อมเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศ  พิจารณาความเสี่ยงด้านเครดิต และสภาพคล่องของตลาดโดยรวม มุ่งเน้นให้กองทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม  นอกจากนี้ ยังมีการติดตามวิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจและภาวะตลาดในระยะสั้นอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถปรับพอร์ตการลงทุนได้ทันท่วงที
  2. มีวินัยในการดำเนินตามแผนหรือนโยบายที่วางไว้  เพื่อให้ผลตอบแทนและความเสี่ยงเป็นไปตามความเหมาะสมของนโยบายกองทุน มีกระบวนการตรวจสอบและติดตามโดยฝ่ายกำกับการปฏิบัติงานและฝ่ายบริหารความเสี่ยง เพื่อวางกรอบให้ผู้จัดการกองทุนดำเนินการตามแผนและกรอบที่วางไว้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
  3. กระบวนการตัดสินใจลงทุน คณะกรรมการลงทุน ฝ่ายบริหารความเสี่ยงและผู้จัดการกองทุน จะทำงานประสานกัน เพื่อให้การตัดสินใจลงทุนในแต่ละช่วงเป็นไปอย่างรอบคอบ และไม่ละทิ้งโอกาสที่เข้ามาใหม่  
  4. กระบวนการคัดเลือกตราสาร ทีมจัดการลงทุนจะทำการวิเคราะห์บริษัทเพื่อนำเสนอแก่คณะกรรมการลงทุนพิจารณาอนุมัติเข้าเป็นตราสารที่ลงทุนได้ (Universe) และมีฝ่ายบริหารความเสี่ยงให้กรอบหรือข้อจำกัดการลงทุนเพื่อให้ระดับความเสี่ยงอยู่ในระดับที่เหมาะสม ทั้งนี้ทีมจัดการลงทุนและทีมบริหารความเสี่ยงมีกระบวนการติดตามผลประกอบการของบริษัทใน Universe อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการลงทุนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
  5. การทำงานรวมกับทีมในภูมิภาค (Regional Team) มีการประชุมร่วมกันประจำเดือนเพื่อกำหนดกลยุทธ์ในแต่ละช่วงเวลา  พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกัน ทำให้สามารถมองภาพความคิดในมุมของนักลงทุนต่างชาติได้ดี อันเป็นประโยชน์ต่อการวางกลยุทธ์สำหรับตลาดตราสารหนี้ไทย


ทบทวนภาพตลาดตราสารหนี้ ปี 2018

pp

  ** อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (เส้นสีเหลือง) เทียบกับ  อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย อายุ 10 ปี (เส้นสีน้ำเงิน) 

  • ทิศทางดอกเบี้ยในปี 2018 เป็นขาขึ้นชัดเจน โดยอัตราผลตอบแทน (Yield) พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี (เส้นสีน้ำเงิน) ปรับขึ้นจาก 2.25% ไปสูงสุดที่ 2.90% ก่อนจะอ่อนตัวลงมาปิดที่ 2.50% ในช่วงเวลาเดียวกัน
  • ทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นข้างต้น สอดคล้องกับทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (เส้นสีเหลือง) และได้รับอิทธิพลจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED ทั้งยังสะท้อนความคาดหวังว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่ง กนง. ก็ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายจริงในเดือนธันวาคม 2018 จาก 1.50% เป็น 1.75%
  • อย่างไรก็ดี ตลาดตราสารหนี้ไทยได้รับความนิยมจากนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะช่วงที่เกิดความกังวลวิกฤตในประเทศเกิดใหม่ อาทิ เวเนซุเอลา ตุรกี และอินโดนีเซีย พบว่า ประเทศไทยกลายเป็น Safe Haven คือเป็นที่พักเงินของนักลงทุนต่างชาติ โดยตลอดทั้งปี มีเงินไหลเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้มากกว่า 1.3 แสนล้านบาท
  • ทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดี คือ เงินลงทุนที่เข้ามาใหม่จะมีโอกาสลงทุนในพันธบัตรและหุ้นกู้ที่ได้รับดอกเบี้ยดีขึ้นเรื่อยๆ ข้อเสีย คือ การประเมินราคาพันธบัตรตามราคาตลาด (Mark to Market) จะมีทิศทางตรงข้ามกับอัตราผลตอบแทน (Yield) นั่นคือ เมื่อ Yield ปรับตัวขึ้น ราคาตลาดของพันธบัตรจะปรับลดลง ทั้งนี้ การปรับลดลงดังกล่าวเป็นเพียงตัวเลขทางบัญชีเท่านั้น หากเราถือลงทุนพันธบัตรจนครบอายุ ก็จะได้รับเงินต้นคืนเต็มจำนวน

กลยุทธ์และผลการดำเนินงาน กองทุนตราสารหนี้ ปี 2018

  • ทีมจัดการลงทุนได้คาดหมายไว้ล่วงหน้าว่าดอกเบี้ยจะเป็นขาขึ้น จึงปรับลดอายุเฉลี่ยพันธบัตรที่ลงทุน (Duration) ให้ต่ำกว่าดัชนีอ้างอิง เพื่อลดผลกระทบจาก Mark to Market จึงทำผลตอบแทนได้ดีเมื่อเทียบกับกองทุนประเภทเดียวกัน โดยกองทุน Principal Core Fixed Income Fund (PRINCIPAL iFIXED)**** ได้รับการจัดอันดับ 5 ดาว จาก Morningstar Thailand และได้รับการจัดอันดับกองทุนที่มีผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี สูงสุดเป็นอันดับ 8 จากทั้งหมด 40 กองทุนในกลุ่ม Mid-term General*** 

pp

*Source: Principal Asset Management and www.morningstarthailand.com  *Performance Data as of  30 Apr 2019 **Morningstar Rating as of 30  Apr 2019
***5-year Ranking based on AIMC Category, as of 30 Apr 2019 ****เดิมชื่อกองทุน CIMB-Principal Core Fixed Income Fund การเปลี่ยนชื่อกองทุนมีผลวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 2019 


Mark to Market คืออะไร
 

ee

  • การลงทุนในพันธบัตรหรือหุ้นกู้ ผู้ลงทุนจะได้รับดอกเบี้ยตามกำหนด และได้รับเงินต้นเต็มจำนวนเมื่อครบอายุ โดยระหว่างที่ถือลงทุน มูลค่าตราสารก็คงที่ที่ราคาหน้าตั๋ว เช่น ลงทุนในพันธบัตรอายุ 5 ปี ราคาหน้าตั๋ว 100 บาท ได้รับดอกเบี้ย 2% ต่อปี สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ผู้ลงทุนจะได้รับดอกเบี้ย 2% ตามกำหนด เมื่อครบ 5 ปี ก็จะได้รับเงินต้น 100 บาทคืน

cc

  • แต่ด้วยมาตรฐานสากล เมื่อกองทุนนำเงินออมของท่านไปลงทุนในพันธบัตรหรือหุ้นกู้ มีข้อกำหนดให้ต้องประเมิน “มูลค่าตามราคาตลาด (Mark to Market)” ของตราสารนั้นๆ ทุกวัน โดยหลักทั่วไปก็คือ “เมื่อดอกเบี้ยในตลาดปรับขึ้น ราคาพันธบัตรจะลดลง และเมื่อดอกเบี้ยในตลาดปรับลดลง ราคาพันธบัตรจะเพิ่มขึ้น” ดังนั้น ในระหว่างทาง มูลค่าตราสารอาจจะลดเหลือ 98 บาท หรือ เพิ่มเป็น 102 บาท แต่หากถือตราสารจนครบอายุ มูลค่าตราสารจะกลับไปเท่ากับมูลค่าหน้าตั๋ว คือ 100 บาท นั่นเอง
  • หากท่านเข้าใจหลักการ Mark to Market ข้างต้นแล้ว ขออธิบายเพิ่มเติมว่า กองทุนตราสารหนี้ อาทิ กองทุน Principal Core Fixed Income Fund (PRINCIPAL iFIXED)**** ที่ทำผลตอบแทนปี 2018 ได้ 1.35 %* ที่จริงแล้วกองทุนลงทุนในพันธบัตรและหุ้นกู้คุณภาพดี มีอัตราผลตอบแทน (หรือดอกเบี้ย) เฉลี่ยประมาณ 1.85% ส่วนต่างที่หายไปประมาณ  0.50% เกิดจาก Mark to Market นั่นเอง ขอให้ผู้ลงทุนโปรดสบายใจว่า ผลตอบแทนที่หายไปเป็นเพียงมูลค่าทางบัญชี ตราบใดที่เราถือพันธบัตรจนครบอายุ ก็จะได้รับเงินต้นคืนเต็มจำนวน

*Source: Principal Asset Management *Performance Data as of  31 Dec 2018
****เดิมชื่อกองทุน CIMB-Principal Core Fixed Income Fund การเปลี่ยนชื่อกองทุนมีผลวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 2019 


มุมมองและกลยุทธ์การลงทุน กองทุนตราสารหนี้ ปี 2019

pp


​​​​** อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (เส้นสีเหลือง) เทียบกับ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย อายุ 10 ปี (เส้นสีน้ำเงิน)

  • เนื่องจากอัตราผลตอบแทน (Yield) ในช่วงปลายปี 2018 มีทิศทางปรับลดลงมามาก ทีมจัดการลงทุนจึงทยอยปรับเพิ่มอายุเฉลี่ยพันธบัตรที่ลงทุน (Duration) จนทำให้กองทุนมีอายุเฉลี่ยพันธบัตรใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิง 
  • นับตั้งแต่ต้นปี 2019 เป็นต้นมา อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย อายุ 10 ปี (เส้นสีน้ำเงิน) มีการเคลื่อนไหวในกรอบแคบ อยู่ในช่วง 2.20 – 2.50% ทีมจัดการลงทุนคาดว่า มีโอกาสน้อยที่อัตราผลตอบแทนจะลดลงต่ำกว่าปัจจุบัน และคาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะเคลื่อนไหวในกรอบนี้ตลอดทั้งปี  
  • ทั้งนี้ ทีมจัดการลงทุนมองเห็นโอกาสการลงทุนในหุ้นกู้เอกชนคุณภาพดี ที่มีออกจำหน่ายจำนวนมากในครึ่งปีแรก จึงนับเป็นตลาดที่ผู้ซื้อได้เปรียบ จึงจะใช้โอกาสนี้ พิจารณาเลือกลงทุนในหุ้นกู้คุณภาพดี ช่วงอายุ 2-5 ปี


ปัจจัยสนับสนุน

  • ยังคงมีอุปทานหุ้นกู้เอกชนในช่วงไตรมาส 2 ของปี 2019 ออกมามาก ซึ่งแม้ว่าจะน้อยกว่าไตรมาสแรก แต่อัตราชดเชยความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Spread) ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ แต่ยังต้องระมัดระวังความผันผวนต่ออัตราผลตอบแทนหุ้นกู้ในตลาดรอง
  • อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกที่ยังทรงตัวในระดับต่ำ ขณะที่เงินเฟ้อไทยยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำที่ 1.0-1.2% ตลอดทั้งปีนี้เช่นกัน
  • ท่าที Dovish ธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางหลักอื่น ๆ ช่วยลดแรงกดดันต่อตลาด 

ปัจจัยกดดัน

  • ความกังวลต่อความเสี่ยงภายนอกที่เพิ่มขึ้น เช่น ความกังวลต่อการเกิด Recession ของสหรัฐฯ, BREXIT เป็นต้น
  • ความล่าช้าของการจัดตั้งรัฐบาลอาจส่งผลต่อความมั่นใจต่อนักลงทุนต่างชาติ อาจกดดันให้เกิดเงินทุนไหลออก
  • ค่าเงินบาทที่อ่อนไหวต่อทั้งปัจจัยภายในและภายนอก


กราฟผลตอบแทนสะสมกองทุนตราสารหนี้ ย้อนหลัง 3 ปี 
*Source: Principal Asset Management and www.morningstarthailand.com Data as of  30 May 2019 

aa


กราฟผลตอบแทนสะสมกองทุนตราสารหนี้ ย้อนหลัง 3 ปี – Data as of 30 May 2019 นี้ จัดทำขึ้นเพื่อประกอบคำอธิบายด้านล่างเท่านั้น ทั้งนี้ การวัดผลการดำเนินงานย้อนหลัง
กองทุนตราสารหนี้ จะเป็นไปตามมาตรฐานการวัดผลการดำเนินงานย้อนหลังที่จัดทำขึ้นตามมาตรฐานการวัดผลการดำเนินงานของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน

กองทุนตราสารหนี้แต่ละกองมีแนวทางการลงทุนที่แตกต่างกัน จึงทำให้ผลตอบแทนระยะยาวมีลักษณะแตกต่างกัน โดยจะสังเกตจากกราฟด้านบนได้ว่า กองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น อาทิ PRINCIPAL iDAILY**** หรือ PRINCIPAL DPLUS**** มีความผันผวนของผลตอบแทนน้อยมาก (เส้นกราฟมีรอยหยักน้อย) แต่ในระยะยาวให้ผลตอบแทนสะสมน้อยกว่า ส่วนกองทุนที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น-กลาง อาทิ PRINCIPAL iFIXED**** มีความผันผวนของผลตอบแทนมากกว่า (เส้นกราฟมีรอยหยักมากกว่า) แต่ในระยะยาวให้ผลตอบแทนสะสมสูงกว่า (โปรดดูตารางผลการดำเนินงานย้อนหลังในหน้าถัดไป) ทั้งนี้ มีคำอธิบายเพิ่มเติม ดังนี้

  1. กองทุนเปิด พรินซิเพิล เดลี่ อินคัม (PRINCIPAL iDAILY)**** (เส้นสีเหลือง) – ลงทุนในตราสารตลาดเงินและตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีความมั่นคงสูง อายุเฉลี่ยตราสารประมาณ 2-3 เดือน คาดหวังโอกาสรับผลตอบแทนเฉลี่ย 1.0-1.2% ต่อปี เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสภาพคล่องสูงในระยะสั้น
  2. กองทุนเปิด พรินซิเพิล เดลี่ อินคัม พลัส (PRINCIPAL DPLUS)**** (เส้นสีน้ำเงิน) - ลงทุนในตราสารตลาดเงินและตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีความมั่นคงสูง อายุเฉลี่ยตราสารประมาณ 6-9 เดือน คาดหวังโอกาสรับผลตอบแทนเฉลี่ย 1.2-1.5% ต่อปี เหมาะสำหรับผู้ที่มีระยะเวลาลงทุนไม่ต่ำกว่า 6-12 เดือน 
  3. กองทุนเปิด พรินซิเพิล คอร์ ฟิกซ์ อินคัม (PRINCIPAL iFIXED)**** (เส้นสีแดง) – ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น-กลางที่มีความมั่นคงสูง อายุเฉลี่ยตราสารประมาณ 1 –2 ปี คาดหวังโอกาสรับผลตอบแทนเฉลี่ย 1.5-2.0% ต่อปีเหมาะสำหรับผู้ที่มีระยะเวลาลงทุนตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป กองทุนได้รับการจัดอันดับ 5 ดาว โดย Morningstar Thailand**

**Morningstar Rating as of 30  Apr 2019 ****เดิมชื่อกองทุน CIMB-Principal DAILY Income Fund, CIMB-Principal DAILY Income Plus Fund, และ  CIMB-Principal Core Fixed Income Fund ตามลำดับ การเปลี่ยนชื่อกองทุนมีผลวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 2019 


ผลการดำเนินงานย้อนหลัง กองทุนรวมตราสารแห่งหนี้
 

dd

*Source: Principal Asset Management and www.morningstarthailand.com  *Performance Data as of  30 Apr 2019 **Morningstar Rating as of 30  Apr 2019 ***5-year Ranking based on AIMC Category, as of 30 Apr 2019 ****เดิมชื่อกองทุน CIMB-Principal DAILY Income Fund, CIMB-Principal DAILY Income Plus Fund, และ  CIMB-Principal Core Fixed Income Fund ตามลำดับ การเปลี่ยนชื่อกองทุนมีผลวันที่ 10 มิถุนายน ค.ศ. 2019 


ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า (กองทุน) เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน/ กองทุนมีนโยบายลงทุนในต่างประเทศ กองทุนอาจมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไร จากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าทุนเริ่มแรกได้ / บริษัทจัดการใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อเป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนของกองทุน (Hedging) ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน/ ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต/ เอกสารการวัดผลการดำเนินงานของกองทุนรวมฉบับนี้ได้จัดทำขึ้นตามมาตรฐานการวัดผลการดำเนินงานของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน/ %ต่อปี (Annualized Return) หากกองทุนจัดตั้งมาแล้ว 1 ปีขึ้นไป
Copyright @ 2018 บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสริช์ ประเทศไทย สงวนลิขสิทธิ ข้อมูลที่ประกอบในเอกสารนี้ : (1) เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทมอร์นิ่งสตาร์ และ/หรือ ผู้ให้บริการข้อมูล (2) บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการทำซ้ำ หรือเผยแพร่ (3) บริษัทขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่รับผิดชอบต่อความถูกต้อง ครบถ้วน และความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้นทุกกรณีจากการนำข้อมูลไปใช้อ้างอิง ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต/ ผู้ลงทุนควรศึกษาผลการดำเนินงานของหน่วยลงทุนแต่ละชนิดของกองทุนก่อนตัดสินใจลงทุน ได้ที่ https://www.principal.th/th/mutual-fundth 

 

อ่าน CIO's View ย้อนหลัง

CIO's View ประจำเดือน มีนาคม 2562
การฟื้นตัวของตลาดโลก อ่านบทความที่นี่

CIO's View ประจำเดือน มกราคม 2562
Investment Outlook and Theme 2019 อ่านบทความที่นี่