Investment Outlook 2H 2019 โดย วิน พรหมแพทย์, CFA ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน

ทบทวนภาวะเศรษฐกิจกับตลาดทุนช่วงครึ่งแรก ปี 2019

ภาพรวมภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มมีสัญญาณชะลอตัว ทั้งด้านการผลิต และการค้าระหว่างประเทศ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของโลก (Global Manufacturing Purchasing Manager Index หรือ Global MFG PMI) ปรับลดลงเป็นเดือนที่ 13 ติดต่อกัน โดยหากเข้าไปดูเป็นรายประเทศหรือภูมิภาค จะพบว่า ดัชนี GLOBAL MFG PMI มีทิศทางลดลงในทุกเศรษฐกิจหลัก ยกเว้น ญี่ปุ่น ในขณะเดียวกัน สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่มีท่าทีคลี่คลายช่วงต้นปี ก็กลับมาสร้างความกังวลอีกครั้ง ซึ่งหลายฝ่ายเริ่มเป็นห่วงว่า สงครามการค้าครั้งนี้จะยืดเยื้อยาวนาน คล้ายกับยุคสงครามเย็นระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียต นอกจากนี้ การชะลอตัวลงทั้งด้านการผลิตและการค้าระหว่างประเทศ ทำให้เกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะเข้าสู่ภาวะถดถอย หรือ Recession ได้ภายในระยะ 2-4 ปีข้างหน้านี้

ตามปกติ หากเศรษฐกิจโลกมีทิศทางชะลอลง ราคาพันธบัตรและราคาทองคำซึ่งถูกมองว่าเป็น Safe Haven จะปรับตัวขึ้น ส่วนราคาหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอื่นจะปรับตัวลง แต่สถานการณ์อยู่ในสภาวะขัดแย้งกัน คือ เศรษฐกิจชะลอตัว แต่ราคาสินทรัพย์เกือบทุกประเภทล้วนพร้อมใจกันปรับตัวขึ้น ทั้ง พันธบัตร ทองคำ หุ้น รวมทั้ง REITs (Real Estate Investment Trusts) โดยสาเหตุหลัก อาจจะมาจากความคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED จะเปลี่ยนทิศทางนโยบายจากที่เคยวางกรอบไว้ว่าจะปรับขึ้นดอกเบี้ย เป็นปรับลดดอกเบี้ย ส่งผลให้เกิดเป็น “แรงส่ง” ให้ราคาสินทรัพย์ต่างๆ ปรับขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้

ตราสารหนี้ (Fixed Income)

  • US: อัตราผลตอบแทน (Yield) พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับลดลง (แปลว่า ราคาพันธบัตรปรับขึ้น) จาก 2.5% ช่วงต้นปี ลงมาอยู่ที่ 2.0% เป็นตัวเลขอัตราผลตอบแทนต่ำสุดในรอบ 3 ปี*
  • Thailand: อัตราผลตอบแทน (Yield) พันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 10 ปี ปรับลดลง จาก 2.5% ช่วงต้นปี ลงมาอยู่ที่ 2.1% เป็นตัวเลขอัตราผลตอบแทนต่ำสุดในรอบ 3 ปี โดยมียอดซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติมากกว่า 7 หมื่นล้านบาท*

*Source: Bloomberg and ThaiBMA, Data as of 28 Jun 2019
 

rr

อัตราผลตอบแทน (Yield) พันธบัตรรัฐบาลออสเตรีย อายุ 100 ปี ปรับลดลงมาอยู่ที่ 1.13%  Source: finance.yahoo.com

ตราสารหนี้ (Fixed Income) (ต่อ)

  • Europe: มีตราสารหนี้ภาครัฐมูลค่ามากกว่า 5 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ (ประมาณ 155 ล้านล้านบาท) ที่ให้ผลตอบแทน (Yield) ติดลบ (แปลว่า ผู้ลงทุนซึ่งเป็นเจ้าหนี้ ต้องจ่ายผลตอบแทนให้รัฐบาลซึ่งเป็นลูกหนี้) และคิดเป็นครึ่งหนึ่งของตลาดตราสารหนี้ภาครัฐในยุโรป โดยอัตราผลตอบแทน (Yield) พันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี อายุ 10 ปี อยู่ที่ -0.3%*
                  ตัวอย่างที่แสดงให้เห็นภาวะ “สุดโต่ง” ของตลาดตราสารหนี้ คือ อัตราผลตอบแทน (Yield) พันธบัตรรัฐบาลออสเตรีย อายุ 100 ปี ซึ่งออกจำหน่ายเมื่อปี 2017 ได้ปรับลดลงต่อเนื่อง จนมาอยู่ที่ 1.13% 

ตราสารทุน (Equity)

  • Global: ตลาดหุ้นอยู่ในทิศทางขาขึ้นทั่วโลก ดัชนี MSCI World ให้ผลตอบแทน +15% โดยตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดหุ้นโลก อาทิ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ (S&P500 +17%) ตลาดหุ้นยุโรป (EURO STOXX 50 + 15%) และตลาดหุ้นจีน (Shanghai Shenzhen CSI300 Index +29%) ส่วนหุ้นกลุ่มที่ Outperform ได้แก่ กลุ่ม Technology*
  • Thailand: ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นเช่นเดียวกับตลาดหุ้นโลก ดัชนี SET Index ให้ผลตอบแทน +11% โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับวิธีการคำนวณ Foreign Ownership Limit (FOL) ของดัชนี MSCI ทำให้มีกระแสเงินของนักลงทุนต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทย คิดเป็นยอดซื้อสุทธิกว่า 4 หมื่นล้านบาท*

สินทรัพย์ทางเลือก (Alternatives)

  • Gold: ราคาทองคำปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบ 7 ปี ที่ $1,420/oz โดยเป็นการปรับขึ้นกว่า 10% ในช่วงเดือนมิถุนายน 2019 สวนทางกับการอ่อนค่าของค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ 
  • REITs: ระดับราคา Real Estate Investment Trusts (REITs) ปรับสูงขึ้นมากกว่า 14% เทียบกับต้นปี สาเหตุหลักคือความคาดหวังว่า FED จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทำให้เกิดพฤติกรรม Search for Yield คือ มีเงินไหลออกจากตราสารหนี้ที่ได้ Yield ต่ำ มายัง REITs ที่ให้ Yield สูงกว่า

*​​​​​Source: Bloomberg, Data as of 28 Jun 2019


มุมมองการลงทุนและคำแนะนำการจัดพอร์ต ครึ่งหลัง ปี 2019

เนื่องจากระดับราคาสินทรัพย์เสี่ยงปรับเพิ่มขึ้นมากในช่วงครึ่งปีแรก ในขณะที่ทิศทางเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว
จึงแนะนำให้ปรับลดน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยง และเพิ่มน้ำหนักตราสารหนี้ระยะสั้น


ee

ee
*Source: Principal Asset Management *Data as of  28 Jun 2019 


5 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ US-China Trade War

1. สหรัฐฯ กับ จีน เป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาอาศัยกันมาโดยตลอด 

มีคนเปรียบเทียบว่า เหมือนนิทานอีสปเรื่อง “คนตาบอดกับคนขาพิการ” ถ้าแยกกันอยู่ก็หากินลำบาก แต่ถ้าร่วมมือกัน คนหนึ่งเป็นดวงตาบอกทางให้ อีกคนเป็นแขนขาพาไปที่ต่างๆ จึงจะอยู่รอด สหรัฐฯ เปรียบเสมือน “คนขาพิการ” ที่พึ่งพาวัตถุดิบและสินค้านำเข้าจากจีนมาหลายสิบปี คนอเมริกันได้ประโยชน์จากการบริโภคสินค้าคุณภาพดีราคาไม่แพง ในขณะที่จีนเปรียบเสมือน “คนตาบอด” ที่เศรษฐกิจเติบโตได้จากการเป็นโรงงานผลิตสินค้าด้วยค่าแรงต่ำ ส่งไปขายสหรัฐฯ (Source: CGTN Opinion: China and US: Friends, frenemies, foes?, 18 April 2018)

2. Trade War เป็นเรื่อง “การเมือง” มากกว่าเรื่อง “เศรษฐกิจ”
Donald Trump ประธานาธิบดีสหัรัฐฯ แสดงความไม่พอใจจีนตั้งแต่ช่วงหาเสียง โดยกล่าวว่าจีน “เอาเปรียบ” ทำให้สหรัฐฯ เสียดุลการค้ามากกว่าปีละ US$300 พันล้าน สินค้าที่นำเข้าจากจีนส่วนใหญ่คือ คอมพิวเตอร์ มือถือและอุปกรณ์ และเครื่องนุ่งหุ่ม ส่วนสินค้าที่จีนนำเข้าจากสหรัฐฯ ได้แก่ เครื่องบิน ถั่วเหลือง และรถยนต์ การย้ายฐานการผลิตไปจีนซึ่งมีค่าแรงต่ำกว่า ประกอบกับการใช้ automation และ หุ่นยนต์มากขึ้น ทำให้ภาคอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ ถดถอย คนอเมริกันชนชั้นแรงงานรู้สึกว่าตนเองถูกทอดทิ้งจึงหันมาเลือก Donald Trump และสังเกตได้ว่า ทุกครั้งที่เจรจากับจีน Donald Trump จะประกาศชัยชนะ เพราะหวังจะได้รับการเลือกตั้งกลับมาอีกครั้งในปี 2020

3. การขึ้นภาษีนำเข้าไม่ช่วยแก้ปัญหาเก่า แถมยังสร้างปัญหาใหม่
ปัญหาการขาดดุลการค้าเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยาก เพราะมีแนวโน้มว่าหากภาคเอกชนจะย้ายฐานการผลิตออกจากจีน ก็คงไปประเทศที่ค่าแรงถูก เช่น เวียดนาม และคงไม่ย้ายกลับไปสหรัฐฯ ในขณะเดียวกัน การประกาศขึ้นภาษีนำเข้าของ Donald Trump ก็กำลังทำร้ายเศรษฐกิจสหรัฐฯ เอง คนอเมริกันต้องจ่ายเงินซื้อสินค้าแพงขึ้น ภาคธุรกิจ (เช่น ยานยนต์) ที่นำเข้าวัตถุดิบจากจีนก็ต้องจ่ายแพงขึ้น ทำให้ส่วนต่างกำไรลดลง การประกาศขึ้นภาษีแบบตอบโต้กันจึงไม่ได้ช่วยให้การขาดดุลการค้าลดลง แต่กลับจะทำให้เศรษฐกิจของทั้งสหรัฐฯ จีน รวมไปถึง เศรษฐกิจโลก เข้าสู่ภาวะถดถอยได้

4. Trade War ไม่จบง่าย อาจจะยืดเยื้อเหมือน Cold War
คาดว่าความขัดแย้งของ 2 ประเทศไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องการเมืองและความมั่นคง เกิดจากการที่ “จีน” กำลังผงาดเป็นเบอร์ 2 ท้าทาย “สหรัฐฯ” ซึ่งเป็นมหาอำนาจเบอร์ 1 ซึ่งในประวัติศาสตร์โลกเคยเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ 16 ครั้ง (นำไปสู่สงคราม 12 ครั้ง) ถูกเรียกว่า Thucydides Trap ตามชื่อนักประวัติศาสตร์ที่บันทึกเหตุการณ์สงครามระหว่าง Sparta (อำนาจเก่า) กับ Athens (อำนาจใหม่) ในยุคกรีกโบราณ จึงมีโอกาสที่จะยืดเยื้อเหมือนสงครามเย็น (Cold War) ระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียต ที่กินเวลาหลายปี (Graham Allison: Destined for War (2017))

5. การประชุม G20 ไม่ได้ข้อสรุป เป็นแค่การ “แตะเบรค”
แม้ว่าการพบกันระหว่างผู้นำจีนและสหรัฐฯ ในการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มประเทศ G20 ที่ Osaka ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2019 จะจบที่ Donald Trump ประกาศว่า “ดีล” นี้สหรัฐเป็นฝ่ายชนะ แต่โดยเนื้อหาแล้ว สหรัฐฯ เพียงแค่ “แตะเบรค” คำขู่ที่จะขึ้นภาษีสินค้านำเข้ามูลค่ากว่า US$300 พันล้านออกไปก่อน พร้อมเปิดให้ภาคเอกชนทำธุรกิจกับ Huawei ได้ ในขณะที่จีนประกาศจะสั่งซื้อสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ มากขึ้น ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงที่ความกังวลเรื่อง Trade War จะกลับมาได้อีกครั้ง
 

qq


มุมมองการลงทุนตลาดหุ้นจีน

แม้ Trade War จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีน ทำให้ตัวเลขภาคการผลิตเริ่มชะลอตัวลง แต่การลงทุนในตลาดหุ้นจีนก็มีจุดที่น่าสนใจ และจุดที่ควรระวัง ดังนี้

qq

 

จุดที่น่าสนใจ

  1. Valuation ต่ำ – ตลาดหุ้น A-Shares ของจีนซื้อขายกันที่ P/E Ratio ประมาณ 10-12 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 15 เท่า ในขณะที่คาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนปี 2020 จะมากกว่า 13% จึงนับว่าตลาดหุ้นจีนมีระดับราคาน่าสนใจ*
  2. มาตรการภาครัฐได้ผล – เราเคยกังวลเรื่องธนาคารเงา (Shadow Banking) คือ การปล่อยกู้ระหว่างกันนอกระบบธนาคาร แต่จากข้อมูลล่าสุดพบว่า หลังจากรัฐบาลจีนออกมาตรการปราบปราม ก็ไม่มีการปล่อยกู้ผ่านช่องทางนี้เพิ่มขึ้นอีกนับตั้งแต่ปี 2018* 
  3. สัดส่วนต่างชาติจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นจากการปรับเพิ่มน้ำหนักของดัชนี MSCI – คาดว่าในปลายปี 2019 นี้ ดัชนี MSCI Emerging Market จะเพิ่มสัดส่วน (inclusion) ของหุ้น A-Shares จาก 10% เป็น 20% ทำให้น้ำหนักหุ้น A-Shares ในดัชนีเพิ่มจาก 1.4% เป็น 3.3% คาดว่ากระบวนการนี้จะยังทำต่อเนื่องจนในที่สุดจะมีหุ้น A-Shares ครบ 100% ซึ่งคาดว่าจะทำให้น้ำหนักหุ้น A-Shares ในดัชนีเพิ่มเป็น 16% และทำให้น้ำหนักของหุ้นจีนทั้งหมดเพิ่มเป็น 40%** การทยอยปรับเพิ่มน้ำหนักหุ้นจีนของดัชนี MSCI Emerging Market จะทำให้มีเม็ดเงินของกองทุนแบบ Passive ไหลเข้าตลาดหุ้นจีนอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าจะทยอยเพิ่มสัดส่วนของนักลงทุนต่างชาติ จาก 3% ในปัจจุบัน เป็น 10-15% ในอนาคต*

จุดที่ควรระวัง

ตลาดหุ้นจีนอาจผันผวนได้มากจากพฤติกรรมของ “นักลงทุนรายย่อย” ที่เน้นการเก็งกำไรระยะสั้น และการใช้ Margin Loan ในการลงทุน มีข้อมูลสถิติว่า เมื่อใดตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้น ก็จะมีรายย่อยหน้าใหม่พากันมาเปิดบัญชีเพื่อเก็งกำไรซื้อขายหุ้นเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อตลาดหุ้นปรับเป็นขาลง นักเก็งกำไรก็จะหายไปจากตลาด* การเก็งกำไรระยะสั้นทำให้ตลาดขาขึ้นมีทิศทางปรับขึ้นได้เร็ว และทำให้ตลาดขาลงมีทิศทางปรับลงได้เร็วเช่นกัน

*Source: Morgan Stanley Research: China Equity Strategy, data as of 16 Jun 2019
**Source: www.msci.com, Data as of 16 Jun 2019 


แนะนำกองทุน PRINCIPAL CHINA EQUITY FUND (PRINCIPAL CHEQ)

กองทุนเปิดพรินซิเพิล ไชน่า อิควิตี้ (เดิมชื่อ กองทุนเปิดซีไอเอ็มบี-พรินซิเพิล ไชน่า อิควิตี้) มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศ และ/หรือ กองทุน Exchange Traded Fund (ETF) ที่มีนโยบายลงทุนในตราสารทุนที่จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศจีน หรือบริษัทที่มีการดำเนินธุรกิจในประเทศจีน หรือบริษัทที่มีรายได้หลักจากการประกอบกิจการในประเทศจีน โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน  โดยบริษัทจัดการจะลงทุนอย่างน้อย 2 กองทุน ในสัดส่วน กองทุนไม่เกินกว่าร้อยละ 75 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน โดยในเบื้องต้นกองทุนจะลงทุนในกองทุน CIMB-Principal China Direct Opportunities Fund (กองทุนหลัก) ชนิดหน่วยลงทุน (Share Class) USD ซึ่งจดทะเบียนในประเทศมาเลเซีย และกองทุน iShares FTSE A50 China Index ETF ซึ่งจดทะเบียนในประเทศฮ่องกง

 

tt


อ่านฉบับเต็มที่นี่