FED Cuts Interest Rates For First Time Since 2008 โดย วิน พรหมแพทย์, CFA

สรุปการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) ธนาคารกลางสหรัฐฯเดือน กรกฎาคม 2019
เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2019 ที่ผ่านมา ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ FED ได้ประกาศเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเงินโดยมีสาระสาคัญหลักๆอยู่ 2 ประการ ดังนี้

1. FED ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก ระดับ 2.25 -2.50% สู่ระดับ 2.0-2.25% ซึ่งเป็นการปรับลด ครั้งแรกในรอบ 11 ปี
2. FED ยังได้ประกาศยุติการปรับลดงบดุล โดยจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม 2019 ซึ่งถือว่าเร็วกว่ากำหนดเดิมช่วงปลายเดือนกันยายน 2019 ประมาณ 2 เดือน

aa

ทั้งนี้ แม้การเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเงินในข้อ 2. นั้นจะเป็นปัจจัยที่สนับสนุนการลงทุนในสินทรัพย์ทางการเงิน เนื่องจากเป็นการทำให้สภาพคล่องยังคงอยู่ในระดับสูง แต่สำหรับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินในข้อ 1. นั้น กลับไม่ได้สร้างผลกระทบในเชิงบวกต่อนักลงทุนมากนัก เนื่องจากเป็นสิ่งที่ถูกคาดการณ์ไว้ตั้งแต่ต้น ที่น่าสนใจคือการให้เหตุผลของ Jerome Powell ประธาน FED ในครั้งนี้ เกี่ยวกับประกาศลดอัตราดอกเบี้ยว่าเป็นการ "ปรับลดเพื่อป้องกันความเสี่ยง สนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงขาลง และกระตุ้นเงินเฟ้อ" รวมทั้งส่งสัญญาณต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในอนาคตในลักษณะ ‘cut and pause‘ หรือ การลดดอกเบี้ยแล้วรอดูตัวเลขเศรษฐกิจต่อไปก่อน จึงค่อยตัดสินใจว่าจะมีการปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมในอนาคตอีกหรือไม่? ประเด็นดังกล่าวนี้ สร้างความผิดหวังให้แก่นักลงทุนในตลาดการเงินอยู่บ้าง ส่งผลให้ตลาดหุ้นในฝั่งอเมริกา และยุโรปมีการปรับฐานในช่วงเมื่อคืนที่ผ่านมา โดยดัชนี S&P500 ปรับลง 1.1% ราคาทองคำปรับลง 1.2% มาอยู่ที่ $1,407 (พร้อม กับค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งขึ้นประมาณ 1%)

aaa

ในขณะที่เมื่อคืนนี้ 1 สิงหาคม 2019 DowJones ปรับลดลง 280.85 จุด ปิดที่ 26,583.42 จุด ภายหลังที่ Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ทวีตว่าจะสหรัฐฯ จะมีแผนเรียกเก็บภาษี 10% ของสินค้าและผลิตภัณฑ์นาเข้าจากจีนที่เหลืออีก 300,000 ล้านดอลลาร์ และไม่รวมสินค้าวงเงิน 250,000 ล้านดอลลาร์ซึ่งถูกเรียกเก็บภาษี 25% ก่อนหน้านี้ รวมมูลค่ากว่า 500,000 ล้านดอลลาร์ ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังการหารือในการเจรจาทางการค้ารอบที่ 12 ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เมื่อวันพุธที่ 31 กรกฎาคม 2019 ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกนับตั้งแต่ผู้นำสองประเทศตกลงทำสัญญาสงบศึกทางการค้าเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และคณะผู้แทนเจรจาทั้งสองชาติมีกำหนดกลับมาหารือกันรอบที่ 13 ในกรุงวอชิงตันในช่วงต้นเดือนกันยายน 2019

มุมมองด้านการลงทุน

สำหรับ บลจ. พรินซิเพิล เราเคยได้ประเมินไว้ในช่วงก่อนหน้าว่า ไม่ว่า FED จะตัดสินใจอย่างไร ก็มีความเป็นไปได้ว่าราคาสินทรัพย์ทางการเงินทั่วโลกอาจมีการปรับฐาน เนื่องจากราคาสินทรัพย์เหล่านี้ปรับตัวเพิ่มค่อนข้างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงนับแต่ต้นปี 2019 ที่โมเมนตัมของราคาปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างแรง จึงทาให้ นักลงทุนจานวนหนึ่งมีโอกาสขายทำกำไรสินทรัพย์ทางการเงินบางส่วนเพื่อลดความเสี่ยง ทั้งนี้ บลจ. พรินซิเพิล แนะนาให้นักลงทุนกลับมามองที่พื้นฐานและวัตถุประสงค์ในการลงทุน รวมถึงการเน้นการมองภาพการลงทุนในระยะยาวมากขึ้น

aa

กองทุนแนะนำ

1) กองทุนกลุ่ม Property Funds และ REITs ช่วงครึ่งปีแรกปรับขึ้นมากกว่า 20% ทั้งตลาด Global REITs, Singapore REITs และ Thai REITs จากความคาดหวังของนักลงทุนว่า FED จะลดดอกเบี้ย ทำให้มีการย้ายเงินลงทุนออกจากตราสารหนี้มา REITs ซึ่งมี Yield สูงกว่า โดยก่อนหน้านี้ บลจ. พรินซิเพิล มีความกังวลว่า นักลงทุนฝากความหวังไว้กับ FED มากเกินไป และราคา REITs หลายตัวแพงเกินไป เราจึงได้ถือเงินสดเพิ่มในกองทุนกลุ่ม Property Funds และ REITs ซึ่งนับเป็นผลดีต่อกองทุน และเพิ่มโอกาสในการทยอยนำเงินสดที่ถือไว้มาลงทุนใน REITs คุณภาพดีที่ราคาถูกลงหลัง FED มีการส่งสัญญาณต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในลักษณะ ‘cut and pause‘ ก็ทำให้ตลาด REITs ปรับลงไป 1%

กองทุนเปิดพรินซิเพิล พร็อพเพอร์ตี้ อินคัม (Principal Property Income Fund, PRINCIPAL iPROP)
(กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ (Property Sector Fund) ดังนั้นหากมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังกล่าวผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก)

กองทุนเปิดพรินซิเพิล พร็อพเพอร์ตี้ อินคัม เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในสินทรัพย์กลุ่ม Property Funds และ REITs โดยมีกลยุทธ์ที่เน้นลงทุนใน Property Funds และ REITs ในประเทศไทยและสิงคโปร์เป็นหลัก บนวิธีการวิเคราะห์หลักทรัพย์และเลือกลงทุนหลักทรัพย์รายตัวที่มีคุณภาพดี ราคาเหมาะสม ในลักษณะ Bottom-up analysis โดยไม่ยึดติดกับดัชนีอ้างอิง และใช้หลักการบริหารกองทุนเพื่อสร้างสมดุลระหว่างผลตอบแทนและความเสี่ยง โดยมีวัตถุประสงค์ในการลดความผันผวนของเงินลงทุน และสร้างผลตอบแทนระยะยาวให้แก่ นักลงทุนให้อยู่ในเกณฑ์ดี โดยนับแต่จัดตั้งกองทุนในปี 2012 กองทุนเปิดพรินซิเพิล พร็อพเพอร์ตี้ อินคัมนับเป็นอีกกองทุนที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยนับแต่จัดตั้งกองทุนกว่า 11%(ตามรายละเอียดในตารางด้านล่าง) ในขณะที่สามารถจัดการความผันผวนได้เป็นอย่างดี มีประวัติผลการดำเนินงานย้อนหลังรายปีที่เป็นบวกติดต่อกัน 5 ปี (2014-2018) และยังได้รับการจัดอันดับ 5 ดาวจาก Morningstar Thailand อีกด้วย (As of June 2019)

ff

ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า (กองทุน) เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน/การวัดผลการดำเนินงานของกองทุนรวมนี้ได้จัดทำขึ้นตามมาตรฐานการวัดผลการดำเนินงานของกองทุนรวของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน/ผู้ลงทุนควรศึกษาผลการดำเนินงานของหน่วยลงทุนแต่ละชนิดของกองทุนใน https://www.principal.th/th/mutual-fundth ก่อนตัดสินใจลงทุน

 

pp

ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต/ทั้งนี้โปรดศึกษารายละเอียดเงื่อนไขการจ่ายเงินปันผลเพิ่มเติมใน หนังสือชี้ชวนข้อมูลโครงการ/ผู้ลงทุนควรศึกษาเงื่อนไขการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติและการจ่ายเงินปันผลของหน่วยลงทุน แต่ละชนิดของกองทุน Principal Property Income ได้ที่ www.principal.th

กองทุนเปิดพรินซิเพิล โกลบอล รีทส์ (Principal Global REITs, PRINCIPAL GREIT)
(กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก)

กองทุนเปิดพรินซิเพิล โกลบอล รีทส์ เป็นกองทุนที่เน้นลงทุนในสินทรัพย์กลุ่ม Property Funds และ REITs ทั่วโลก ในลักษณะการลงทุนแบบ Fund of funds หรือการเข้าลงทุนในกองทุนต้นทางมากกว่า 1 กองทุน เพื่อแสวงหาผลตอบแทน และบริหารความเสี่ยงจากสไตล์ของผู้จัดการกองทุนที่มีความแตกต่างกัน โดย ณ ปัจจุบัน กองทุนเปิดพรินซิเพิล โกลบอล รีทส์ มีสัดส่วนเงินลงทุนในกองทุนดังนี้

qq
 

66

ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต/การวัดผลการดำเนินงานของกองทุนรวมนี้ได้จัดทาขึ้นตามมาตรฐานการวัดผลการดำเนินงานของกองทุนรวมของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน/ผู้ลงทุนควรศึกษาผลการดำเนินงานของกองทุนใน https://www.principal.th/th/mutual-fundth ก่อนตัดสินใจลงทุน

2) กองทุนหุ้นไทยกลุ่มที่เน้นลงทุนในหุ้นปันผลสูง เนื่องจากมองว่าดัชนี SET Index ยังไม่ทะลุกรอบ 1,750 ซึ่งเป็นจุดที่มีความสาคัญทางด้านจิตวิทยาทางการลงทุนต่อนักลงทุน ณ ปัจจุบันที่คาดการณ์ไว้ และอาจจะปรับตัวลงตามตลาดหุ้นโลก จึงแนะนำให้รอจังหวะเพิ่มน้าหนักหุ้นไทยเมื่อดัชนีใกล้ 1,600 จุดหรือต่ากว่า โดยกองทุนที่เราแนะนำลงทุนคือ กองทุนเปิด พรินซิเพิล ไทย ไดนามิก อินคัม อิควิตี้ (Principal Thai Dynamic Income Equity Fund, PRINCIPAL TDIF) กองทุนหุ้นไทยที่เน้นลงทุนในหุ้นปันผลดี ที่มีลักษณะที่เรียกว่า “Smart Dividend“ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ถูกพิสูจน์ แล้วว่าสามารถสร้างผลตอบแทนในระยะยาว ได้อย่างโดดเด่น โดย ณ ปัจจุบันกองทุนเปิด พรินซิเพิล ไทย ไดนามิก อินคัม อิควิตี้ เน้นลงทุน ในหุ้นกลุ่มค้าปลีก โรงพยาบาลและอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งได้รับผลกระทบน้อยจากสงครามการค้าและ ภาวะเศรษฐกิจโลก

33

99

ผลการดำเนินงานในอดีต มิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต/การวัดผลการดำเนินงานของกองทุนรวมนี้ได้จัดทำขึ้นตามมาตรฐานการวัดผลการดำเนินงานของกองทุนรวมของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน/ผู้ลงทุนควรศึกษาผลการดำเนินงานของกองทุนใน https://www.principal.th/th/mutual-fundth ก่อนตัดสินใจลงทุน

 

Disclaimer:

กองทุนเปิดพรินซิเพิล พร็อพเพอร์ตี้ อินคัม กองทุนนี้ลงทุนกระจุกตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ (Property Sector Fund) ดังนั้นหาก มีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังกล่าวผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจานวนมาก/กองทุนเปิดพรินซิเพิล โกลบอล รีทส์ กองทุนนี้ลงทุน กระจุกตัวในหมวดอุตสาหกรรม จึงมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก/ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า (กองทุน) เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน/กองทุนมีนโยบายลงทุนในต่างประเทศกองทุนอาจมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือ ได้รับกำไร จากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าทุนเริ่มแรกได้ / ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุนรวม มิได้เป็นสิ่งยืนยัน ถึงผลการดำเนินงานในอนาคต /การวัดผลการดำเนินงาน จัดทาตามมาตรฐานการวัดผลการดำเนินงานของสมาคมบริษัทจัดการลงทุน/ผู้ลงทุนควรศึกษาผลการดำเนินงานของหน่วยลงทุนแต่ละชนิดของกองทุนก่อนตัดสินใจลงทุน/ผู้ลงทุนควรศึกษาเงื่อนไขการรับซื้อคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติและ การจ่ายเงินปันผลของหน่วยลงทุนแต่ละชนิดของกองทุน Principal Property Income ได้ที่ www.principal.th/ทั้งนี้โปรดศึกษารายละเอียดเงื่อนไขการจ่ายเงินปันผลเพิ่มเติมในหนังสือชี้ชวนข้อมูลโครงการ
เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ข้อมูลเป็นการทั่วไป โดยไม่มุ่งหมายให้ถือเป็นคำเสนอหรือการเชิญชวนให้บุคคลใดทำการซื้อ และ/หรือขายผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนประเภทต่าง ๆ ตามที่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้ และไม่ถือเป็นการให้คาปรึกษาหรือคาแนะนาเกี่ยวกับการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ด้านการลงทุนของบริษัทต่าง ๆ ตามที่ระบุไว้ในเอกสารนี้แต่อย่างใด / แม้บริษัทจัดการจะได้ใช้ความระมัดระวังตามสมควรเพื่อให้ข้อมูลดังกล่าวมีความถูกต้อง และตรงกับวัตถุประสงค์ของการจัดทาเอกสารนี้ บริษัทจัดการและพนักงานของบริษัทจัดการไม่มีความรับผิดและจะไม่รับผิดสาหรับความผิดพลาดของข้อมูลใด ๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม รวมทั้งจะไม่รับผิดสาหรับการกระทำใด ๆ ที่เกิดขึ้นบนพื้นฐานของความเห็นหรือข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในเอกสารฉบับนี้ บริษัทจัดการไม่ได้ให้คำรับรองหรือรับประกันไม่ว่าโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยายเกี่ยวกับความถูกต้อง แม่นยำ น่าเชื่อถือ ทันต่อเหตุการณ์หรือความสมบูรณ์ของข้อมูลดังกล่าวในกรณีใด ๆ ทั้งสิ้น / บริษัทจัดการขอปฏิเสธความรับผิดทั้งปวงที่เกิดหรืออาจเกิดขึ้นในทุกกรณี ทั้งนี้ความเห็นบทวิเคราะห์หรือการคาดคะเนต่าง ๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์หรือผลการดำเนินงานในอนาคตที่ปรากฏในเอกสารนี้ ไม่ถือเป็นเครื่องยืนยัน และอาจแตกต่างจากเหตุการณ์หรือผลประกอบการที่เกิดขึ้นจริงได้ / สาหรับนักลงทุนที่ต้องการทราบข้อมูลหรือรายละเอียดเพิ่มเติมหรือรับหนังสือชี้ชวน สามารถติดต่อบริษัจัดการหรือผู้ดำเนินการขายที่ท่านให้บริการ

 

อ่านฉบับเต็มที่นี่

 

อ่าน Special Report ย้อนหลัง

Special Report การปรับตัวลดลงของกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และรีทส์ไทย
Special Report PRINCIPAL iPROP
Special Report Vietnam Equity Market ตลาดหุ้นที่ได้รับอานิสงค์จากความขัดแย้ง ทางการค้าจีน-สหรัฐฯ
Special Report ตลาดโลกผันผวนแนะนำลงทุน CIMB-PRINCIPAL SIF
Special Report ตลาดหุ้นจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นหลังโดนัล ทรัมป์ จะเลื่อนเก็บภาษี
Special Report  กลยุทธ์การลงทุนปี 2019 - Overcome 2019 Challenge