CIO View: กรกฏาคม 2569
ภาพรวมภาวะเศรษฐกิจโลก
ตลาดพัฒนาแล้ว: แข็งแกร่งท่ามกลางอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวในระดับสูงนานกว่าคาด
กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วยังคงแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจต่อเนื่องจนถึงช่วงกลางปี 2569 แม้จะเผชิญกับความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มสูงขึ้น และสภาวะแวดล้อมทางการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นก็ตาม
กิจกรรมทางเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกาชะลอตัวลงเล็กน้อยแต่ยังคงอยู่ในโซนขยายตัว โดยกิจกรรมในภาคการผลิตอ่อนตัวลงเล็กน้อยในขณะที่ภาคบริการยังคงขยายตัวอย่างดี ด้านตลาดแรงงานยังคงแข็งแกร่ง โดยอัตราว่างงานยังคงอยู่ในระดับต่ำแม้ว่าการจ้างงานนอกภาคการเกษตรจะขยายตัวได้ในระดับปานกลาง อย่างไรก็ดีนายเควิน วอร์ช (Kevin Warsh) ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงเน้นย้ำว่าคณะกรรมการฯ มีความมุ่งมั่นที่จะทำให้อัตราเงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมายระยะยาวที่ 2% พร้อมทั้งส่งสัญญาณว่าการกำหนดนโยบายต่างๆ จะขึ้นอยู่กับข้อมูลทางเศรษฐกิจในช่วงเวลาดังกล่าว (Data-dependent) แต่อาจโน้มเอียงไปในทิศทางที่เข้มงวดมากขึ้นหากแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อยังคงไม่คลี่คลายลง
ในฝั่งยุโรปเศรษฐกิจเริ่มส่งสัญญาณที่มีเสถียรภาพมากขึ้นเช่นเดียวกัน โดยความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นเป็นเดือนที่สองต่อเนื่อง ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลงเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ ด้านการใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงเป็นบวกส่งผลให้ความกังวลถึงภาวะเศรษฐกิจถดถอยผ่อนคลายลง อย่างไรก็ดีแนวโน้มการเติบโตในระยะยาวของยุโรปยังคงถูกจำกัดจากความสามารถในการผลิตที่ขยายตัวในระดับต่ำ และการมีส่วนร่วมในปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสำคัญในปัจจุบันอย่างการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ค่อนข้างน้อย
ด้านญี่ปุ่นยังคงเป็นหนึ่งในประเทศกลุ่มตลาดพัฒนาแล้วที่มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจโดดเด่น โดยอัตราค่าจ้างยังคงเติบโตได้ดี ตลาดแรงงานมีความแข็งแกร่ง การบริโภคภายในประเทศได้รับการสนับสนุนจากมาตรการภาครัฐ และยอดค้าปลีกในเดือนพฤษภาคมยังเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้การเจรจาค่าจ้างประจำปีส่งผลให้มีการปรับขึ้นเงินเดือนในอัตราที่สูง ประกอบกับการปฏิรูปด้านธรรมาภิบาลของบริษัทเอกชนซึ่งดำเนินมาอย่างต่อเนื่องได้ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียนปรับตัวดีขึ้น สนับสนุนมุมมองเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นญี่ปุ่น
เมื่อพิจารณาปัจจัยต่างๆที่เกิดขึ้นร่วมกัน การขยายตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วยังคงมีแนวโน้มเชิงบวก และความเสี่ยงที่อาจจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยนั้นปรับตัวลดลงต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ได้เคยคาดการณ์ไว้ในช่วงต้นปี ยิ่งไปกว่านั้นความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจยังช่วยลดโอกาสที่ธนาคารกลางจะต้องเร่งปรับเปลี่ยนการดำเนินนโยบายการเงินมาเป็นแบบผ่อนคลาย
ตลาดเกิดใหม่: ความแตกต่างที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี
ตัวเลขเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เริ่มมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยประเทศที่มีการพัฒนาและลงทุนในภาคเทคโนโลยี มีความพร้อมในการนำ AI มาใช้ประโยชน์ และมีส่วนร่วมใน supply chain กำลังจะกลายเป็นแกนนำหลักที่ขับเคลื่อนการขยายตัวของเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจของจีนกำลังแสดงสัญญาณของการมีเสถียรภาพที่เพิ่มมากขึ้นแม้ว่าภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีความอ่อนแอ โดยกิจกรรมภาคการผลิตยังคงอยู่ในโซนขยายตัว ทั้งนี้ได้รับแรงสนับสนุนหลักจากการส่งออกสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยีและความต้องการที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ด้านภาคบริการก็กลับมาฟื้นตัวได้ดี โดยเฉพาะการบริการในกลุ่มเทคโนโลยีการสื่อสาร Software การให้บริการอินเตอร์เน็ต และการบริการภาคการเงิน และแม้ว่าอุปสงค์การบริโภคภายในประเทศจะฟื้นตัวอย่างไม่สม่ำเสมอ แต่การให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่องกับการพัฒนาเทคโนโลยี การยกระดับภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์จะสามารถชดเชยความท้าทายเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นได้
เกาหลีใต้ยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความแข็งแกร่งและได้รับประโยชน์สูงสุดจากวัฏจักรการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) ของโลก การส่งออกในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเร่งตัวขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์จากความต้องการสินค้า Semiconductor ที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี แม้ว่าภาคการผลิตจะอ่อนตัวลงเล็กน้อยจากการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่เกาหลีใต้ยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากสถานะที่แข็งแกร่งในห่วงโซ่อุปทาน Hardward สำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI)
เศรษฐกิจอินเดียขยายตัวได้ดีต่อเนื่องแม้ว่าดัชนีชี้นำทางเศรษฐกิจทั้งภาคการผลิตและภาคการบริการจะส่งสัญญาณอ่อนตัวลงเล็กน้อยจากอุปสงค์ต่างประเทศที่ชะลอตัวลง อย่างไรก็ดีปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตเชิงโครงสร้างในระยะยาวของประเทศยังคงไม่เปลี่ยนแปลง อีกทั้งยังได้รับแรงสนับสนุนจากโครงสร้างประชากรที่เอื้ออำนวย การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สูงขึ้น และฐานการบริโภคภายในประเทศขนาดใหญ่
ในทางกลับกันเศรษฐกิจของออสเตรเลียกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายขนาดใหญ่จากการเป็นประเทศที่พึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลัก การส่งออกหดหตัวอย่างหนักจากปริมาณการส่งออกแร่เหล็กและทองคำที่ปรับตัวลดลงส่งผลให้ขาดดุลทางการค้ามากที่สุดในประวัติศาสตร์ เช่นเดียวกับบราซิลที่กำลังเผชิญกับการหดตัวในภาคอุตสาหกรรมการผลิต สะท้อนแนวโน้มชะลอตัวลงของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับพลังงานและการขุดเจาะทรัพยากร
ในภาพรวมแล้ว เศรษฐกิจกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่มีแนวโน้มขยายตัวกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จในการใช้ประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนในเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับป้ญญาประดิษฐ์ (AI) โดยเกาหลีใต้ และจีนยังคงเป็นประเทศที่มีความพร้อม และได้เปรียบเชิงโครงสร้างมากกว่าประเทศอื่นๆ ในขณะที่ประเทศที่พึ่งพาสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลักยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายและสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อการเติบโต
ภูมิรัฐศาสตร์: ความเสี่ยงคลี่คลายลง แต่ความตึงเครียดยังคงอยู่ในระดับสูง
ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงอยู่ในระดับที่สูงและสถานการณ์ในปัจจุบันยังคงย้ำเตือนว่าความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงห่างไกลจากคำว่าคลี่คลายมากนัก แม้ว่ากรอบข้อตกลงความร่วมมือในช่วงกลางเดือนมิถุนายนจะช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับการขยายวงกว้างของสงครามในยังภูมิภาคโดยรอบ และสนับสนุนการเปิดช่องแคบฮอร์มุชอีกครั้ง แต่การบังคับใช้ข้อตกลงยังกล่าวยังคงมีความท้าทายอย่างมาก โดยการเผชิญหน้ากันทางทหารและการโจมตีระลอกใหม่ และโจมตีเรือพาณิชย์เมื่อไม่นานมานี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางของสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงความเสี่ยงที่ความขัดแย้งอาจทวีความรุนแรงได้ในทันที
ด้านตลาดการเงิน ประเด็นที่สำคัญยังคงเป็นความมั่นคงของเส้นทางการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยแม้ว่าปฏิบัติการทางการทหารจะกลับมาและการขนส่งจะหยุดชะงักอีกครั้ง แต่นักลงทุนก็ยังคงหลีกเลี่ยงการกลับไปสู่ระดับความตึงเครียดเช่นเดียวกับเมื่อช่วงต้นปี ทั้งนี้ราคาน้ำมันยังคงมีความอ่อนไหวต่อสถานการณ์ในภูมิภาค ขณะเดียวกันนักลงทุนก็ติดตามความเป็นไปได้ของการหงุดชะงักของอุปทานน้ำมัน มาตรการคว่ำบาตร และการขยายวงกว้างของผลกระทบ
อย่างไรก็ตามเรายังเชื่อว่าสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์จะไม่กลายมาเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักต่อผลตอบแทนของสินทรัพย์ทั่วโลกในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 แม้ว่าอาจมีความผันผวนในระยะสั้น โดยเราประเมินว่าทางการของทั้งสองฝ่ายมีความต้องการที่จะหลีกเลี่ยงการหยุดชะงักของอุปทานที่ยืดเยื้อ รวมถึงความขัดแย้งระหว่างภูมิภาคที่ยาวนาน ดังนั้นแม้ว่าพาดหัวเกี่ยวกับความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จะยังคงมีอยู่และอาจสร้างความผันผวนในระยะสั้น แต่คาดว่าผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจจะรุนแรงน้อยกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่กังวลในช่วงที่ความขัดแย้งมีความตึงเครียดสูงสุดเมื่อต้นปี
ไทย: แรงส่งทางเศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้น
แนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศไทยยังคงปรับตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติอนุมัติพระราชกำหนดกู้เงินฉุกเฉินวงเงิน 4 แสนล้านบาท ได้ช่วยลดแรงกดดันทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งเปิดทางให้กับการดำเนินมาตรการสนับสนุนเศรษฐกิจในระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งรวมถึงการพัฒนาพลังงานสะอาด
อัตราเงินเฟ้อของไทยยังคงอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไปชะลอตัวลงมาอยู่ที่ระดับ 2.4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในเดือนมิถุนายน จากเดิม 2.8% ทั้งนี้เป็นผลจากราคาพลังงานที่ปรับตัวลดลง ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าสะท้อนผลจากแรงกดดันด้านต้นทุนในระบบเศรษฐกิจ ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดยังคงมีความผันผวน โดยการส่งออกขยายตัวในอัตราที่ลดลงจากความต้องการสินค้าจากจีนชะลอตัวลงส่งผลให้ดุลการค้าอยู่ภายใต้แรงกดดันจากการนำเข้าพลังงานที่สูงขึ้น และการนำเข้าที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนซึ่งยังดำเนินอยู่ต่อเนื่อง
ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.0% รวมถึงคงมาตราการทางการเงินไว้เช่นเดิมเพื่อสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดีคณะกรรมการฯ มีท่าทีพึงพอใจกับการอ่อนตัวของค่าเงินบาทโดยมองว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกในช่วงเวลาที่ดุลบัญชีเดินสะพัดมีความอ่อนแอ
โดยภาพรวมพัฒนาการทางเศรษฐกิจของไทยกำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวตามวัฏจักรโดยได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการทางการคลัง การส่งออก และกิจกรรมการลงทุน อย่างไรก็ตามความท้าทายเชิงโครงสร้างระยะยาวซึ่งประกอบด้วยหนี้ครัวเรือน ข้อจำกัดด้านผลิตภาพ และโครงสร้างประชากร ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด
บทความแนะนำ: มุมมองตลาดการลงทุนโลก ไตรมาส 3 ปี 2569 – “The New Exceptionalism”
จากความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจมหภาค สู่ “The New Exceptionalism”
พัฒนาการด้านเศรษฐกิจมหภาคข้างต้นเป็นปัจจัยสนับสนุนมุมมองการลงทุนของเราในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 แม้การเติบโตทางเศรษฐกิจในหลายประเทศจะชะลอลง และผู้กำหนดนโยบายยังคงระมัดระวังจากความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ แต่เศรษฐกิจโลกยังคงแสดงความแข็งแกร่งในการรับมือกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูง และความไม่แน่นอนที่ยืดเยื้อ
หนึ่งในกรอบแนวคิดการลงทุนที่สำคัญที่สุดในมุมมองของเราสำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2569 มาจากรายงานมุมมองเศรษฐกิจโลก ไตรมาสที่3 ปี 2569 ของทีม Global Insights ภายใต้หัวข้อ “The New Exceptionalism” โดยเรามองว่าปัจจัยขับเคลื่อนตลาดในรอบนี้ไม่ได้อยู่ที่แรงสนับสนุนแบบดั้งเดิม เช่น นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย หรือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นการเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพ (Productivity gain) และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลขนาดใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งครอบคลุมถึงระบบพลังงาน การผลิตขั้นสูง และห่วงโซ่อุปทานด้านเทคโนโลยีทั่วโลก
ทีม Global insight ของเรามองว่าวัฏจักรการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้พัฒนาจนกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตเศรษฐกิจโลก จากเดิมที่เป็นเพียงธีมการลงทุนด้านเทคโนโลยี ขยายสู่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจยุคใหม่ โดยส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ Semiconductor และ Data centers ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โลจิสติกส์ การก่อสร้าง และระบบอัตโนมัติในภาคอุตสาหกรรม พัฒนาการดังกล่าวได้ก่อให้เกิดสิ่งที่เราเรียกว่า “The New Exceptionalism” ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลาง แต่กำลังขยายตัวครอบคลุมระบบนิเวศ AI ในระดับโลกมากขึ้น ดังนั้น ประเด็นสำคัญสำหรับนักลงทุนจึงไม่ใช่เพียงว่าเศรษฐกิจจะชะลอหรือเร่งตัว แต่เป็นการคัดเลือกประเทศ อุตสาหกรรม และบริษัทที่มีศักยภาพได้รับประโยชน์จากวัฏจักรการลงทุนเชิงโครงสร้างรอบนี้
ในมุมมองของเรา นี่ถือเป็นหนึ่งในกรอบแนวคิดการลงทุนที่น่าสนใจที่สุดของปีนี้ แม้นักลงทุนอาจไม่ได้เห็นพ้องกับทุกข้อสรุป แต่รายงานฉบับนี้นำเสนอมุมมองที่ช่วยอธิบายแนวโน้มสำคัญที่กำลังขับเคลื่อนตลาดการเงินในปัจจุบันได้อย่างชัดเจน ตั้งแต่การลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการยกระดับผลิตภาพของสหรัฐฯ ไปจนถึงทิศทางกระแสเงินทุน การจัดพอร์ตการลงทุนในตราสารหนี้ และการเปลี่ยนแปลงของกลุ่มผู้นำในตลาดหุ้นโลก
เราขอแนะนำให้ผู้อ่านใช้เวลาอ่านรายงานฉบับเต็ม เนื่องจากหลายแนวคิดในรายงานมีรายละเอียดเชิงลึกที่มากเกินกว่าที่จะสรุปได้ในบทความนี้ โดยสามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่:
https://www.principalam.com/us/insights/macro-views/global-market-perspectives-3q-2026
เรามองว่าหลายประเด็นที่นำเสนอในรายงานฉบับนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อนักลงทุนไทย โดยในหัวข้อถัดไปจะมุ่งเน้นในประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกลยุทธ์การจัดพอร์ตการลงทุนในสภาวะแวดล้อมปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงเป็นเวลานาน การกลับมาโดดเด่นอีกครั้งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และแนวโน้มแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ วัฏจักรการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งกำลังขยายตัวทั่วเอเชีย รวมถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยธีมเหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญของมุมมองการลงทุนและคำแนะนำการจัดสรรสินทรัพย์ของเราสำหรับช่วงที่เหลือของปี 2569
ธีมการลงทุนสำคัญของโลกและนัยต่อการลงทุนสำหรับนักลงทุนไทย
Fed คงอัตราดอกเบี้ย และดอกเบี้ยมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน
เมื่อต้นปี 2569 นักลงทุนจำนวนมากคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะเริ่มเข้าสู่วัฏจักรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป หลังอัตราเงินเฟ้อชะลอลงและการเติบโตทางเศรษฐกิจเริ่มอ่อนแรง อย่างไรก็ตามหลังผ่านมาเพียงหกเดือน ภาพดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
แม้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะชะลอลงจากระดับสูงสุดที่เคยทำไว้ในช่วงก่อนหน้า แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแสดงความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง โดยภาคการผลิตยังคงขยายตัว ภาคบริการยังอยู่ในเกณฑ์ดี อัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ และการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันความแข็งแกร่งของตลาดแรงงานยังทำให้ Fed ไม่สามารถวางใจต่อแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อได้
ทีม Global insight ของเรามองว่า วัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงินทั่วโลกส่วนใหญ่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว และมีแนวโน้มที่ Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ โดยความเสี่ยงด้านนโยบายในระยะข้างหน้ามีน้ำหนักไปทางการคุมเข้มนโยบายการเงินมากกว่าการผ่อนคลาย
ซึ่งเรามีความเห็นสอดคล้องกับมุมมองดังกล่าว โดยความเห็นล่าสุดของ Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยิ่งสะท้อนว่า Fed ยังคงให้ความสำคัญกับการนำอัตราเงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมายที่ 2% แม้เงินเฟ้อจะปรับลดลงจากระดับสูงในช่วงก่อนหน้า แต่ผู้กำหนดนโยบายมีความกังวลมากขึ้นว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังแข็งแกร่ง ตลาดแรงงานที่ตึงตัว และการลงทุนภาคธุรกิจที่ต่อเนื่อง อาจก่อให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อรอบใหม่ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ประเด็นที่ตลาดกำลังให้ความสำคัญไม่ใช่ว่าเศรษฐกิจจำเป็นต้องได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติมหรือไม่ แต่เป็นการประเมินว่าเศรษฐกิจมีความแข็งแกร่งมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้หรือไม่
การขยายตัวของการลงทุนที่ขับเคลื่อนด้วย AI ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของภาพดังกล่าว โดยการลงทุนใน Data Center Semiconductor โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และเครือข่ายดิจิทัล ได้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจ และช่วยลดผลกระทบจากการชะลอตัวของภาคส่วนอื่นๆ ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงเติบโตได้ดี โดยได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรการลงทุนที่กำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในวัฏจักรการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่
ประเด็นดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อการลงทุนอย่างมาก ตลอดช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา การปรับลดลงของอัตราดอกเบี้ยเป็นแรงหนุนสำคัญต่อตลาดการเงิน อย่างไรก็ตาม เรามองว่าสภาวะแวดล้อมดังกล่าวได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยผลตอบแทนการลงทุนในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มพึ่งพาการเติบโตของกำไร การยกระดับผลิตภาพ และวัฏจักรการลงทุนเชิงโครงสร้างมากกว่าการผ่อนคลายนโยบายการเงิน
ความตึงเครียดล่าสุดในตะวันออกกลางยังเพิ่มความเสี่ยงต่อความผันผวนของราคาพลังงาน ซึ่งอาจส่งผลให้แนวโน้มเงินเฟ้อมีความไม่แน่นอนมากขึ้น และยิ่งสนับสนุนท่าทีระมัดระวังของ Fed ต่อการดำเนินนโยบายการเงิน ในกรณีพื้นฐาน (Base case) ของเรา Fed มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดช่วงปี 2569–2570 แม้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมจะไม่ใช่สมมติฐานหลัก แต่ความเสี่ยงด้านนโยบายยังมีแนวโน้มไปในทิศทางที่เข้มงวดขึ้นมากกว่าการปรับลดดอกเบี้ยเชิงรุก ดังนั้นนักลงทุนควรจัดพอร์ตการลงทุนภายใต้สมมติฐานที่ว่าอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง มากกว่าคาดหวังการกลับมาของนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษ
ความโดดเด่นของเศรษฐกิจสหรัฐฯ (US Exceptionalism) และเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่แข็งแกร่ง
หนึ่งในมุมมองที่เรามีความเชื่อมั่นสูงสำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2026 คือ แนวโน้มของเงินดอลลาร์สหรัฐ ยังคงแข็งแกร่งกว่าที่นักลงทุนส่วนใหญ่ประเมินไว้ในปัจจุบัน
เมื่อต้นปี 2026 ตลาดส่วนใหญ่คาดว่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะทยอยอ่อนค่าลง จากการผ่อนคลายนโยบายการเงินและโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีอยู่อย่างจำกัด อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับเป็นตรงกันข้าม โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงขยายตัวได้ดีกว่าประเทศพัฒนา
แล้วอื่น จากแรงหนุนของการบริโภคภาคเอกชนที่แข็งแกร่ง ผลประกอบการภาคธุรกิจที่เติบโตดี การลงทุนภาคเอกชนที่ยังอยู่ในระดับสูง และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI ขณะเดียวกันความคาดหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเชิงรุกของ Fed ก็ทยอยลดลงอย่างต่อเนื่อง
ในมุมมองของเรา ความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบันไม่ได้สะท้อนเพียงผลของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เอื้อต่อการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และความน่าสนใจของสินทรัพย์สหรัฐฯ ในระยะยาว
หนึ่งในปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุด คือการเติบโตของผลิตภาพ (Productivity) โดยสหรัฐฯ ยังคงเป็นศูนย์กลางของวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ของโลก ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนใน Semiconductor Data Center โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ระบบพลังงาน และเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งล้วนมีส่วนสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในระยะต่อไป เมื่อการลงทุนเหล่านี้เริ่มสะท้อนผ่านผลตอบแทนต่อเงินลงทุนที่สูงขึ้นและความสามารถในการทำกำไรของภาคธุรกิจที่ดีขึ้น ก็มีแนวโน้มที่จะยิ่งเสริมความน่าสนใจของสินทรัพย์สหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ปัจจัยเชิงวัฏจักรยังคงเป็นแรงสนับสนุนสำคัญต่อเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Nominal Interest Rates) และอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rates) ยังคงเอื้อประโยชน์ต่อสหรัฐฯ ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ยังคงมีจุดยืนด้านนโยบายการเงินที่เข้มงวดกว่าธนาคารกลางหลักหลายแห่ง แม้ Fed อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับปัจจุบัน แต่แนวโน้มที่อัตราดอกเบี้ยจะอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน (Higher-for-Longer) ยังคงสนับสนุนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และส่งผลให้สินทรัพย์สหรัฐฯ รวมถึงเงินดอลลาร์สหรัฐยังมีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับทางเลือกการลงทุนในประเทศพัฒนาแล้วหลายแห่ง
เราเห็นด้วยกับมุมมองของ Goldman Sachs ที่ว่าความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์สหรัฐได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งปัจจัยเชิงวัฏจักรและปัจจัยเชิงโครงสร้าง โดยการผสมผสานระหว่างกระแสการลงทุนด้าน AI ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และผลกระทบจากวิกฤตพลังงานโลกในช่วงที่ผ่านมา ได้ช่วยเพิ่มความน่าสนใจของสินทรัพย์สหรัฐฯ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น สนับสนุนแนวโน้มการเติบโตของผลิตภาพ (Productivity) และตอกย้ำมุมมองที่ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงมีความโดดเด่นเหนือประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ ในทำนองเดียวกัน Standard Chartered มองว่าการเติบโตของผลิตภาพที่แข็งแกร่งขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่อยู่ในระดับสูง และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่กว้างขึ้น เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ โดยการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้สะท้อนเพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เหนือกว่าประเทศอื่นในเชิงวัฏจักรเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการยอมรับที่เพิ่มขึ้นว่าสหรัฐฯ มีความได้เปรียบในการพัฒนา จัดหาเงินทุน และต่อยอดเทคโนโลยีสำคัญที่จะเป็นรากฐานของการเติบโตทางเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป
สำหรับนักลงทุน มุมมองดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อการจัดพอร์ตการลงทุน โดยแนวโน้มเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าเป็นปัจจัยสนับสนุนมุมมองเชิงบวกของเราต่อตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลุ่มเทคโนโลยีและธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จากกระแสการลงทุนด้าน AI ตลอดจนสินทรัพย์ที่อ้างอิงสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ในทางกลับกัน เรายังคงมีมุมมองระมัดระวังต่อสินทรัพย์ที่มักได้รับประโยชน์จากช่วงเวลาที่เงินดอลลาร์อ่อนค่า ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เรายังคงให้น้ำหนักการลงทุนในทองคำต่ำกว่าปกติ (Underweight) และคาดว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องในช่วงหลายเดือนข้างหน้า
แม้ระหว่างทางอาจมีช่วงเวลาที่เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเป็นระยะ แต่เรายังไม่เห็นปัจจัยที่เพียงพอที่จะนำไปสู่วัฏจักรการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์อย่างต่อเนื่องและยาวนาน ตราบใดที่สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักจากวัฏจักรการลงทุนด้าน AI และ Fed ยังไม่เร่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งปัจจัยเชิงโครงสร้างและปัจจัยเชิงวัฏจักรต่อไป
วัฏจักรการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ และความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีของเอเชีย
วัฏจักรการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI Capex Cycle) ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางของตลาดทุนโลกในปัจจุบัน จากเดิมที่เป็นเพียงธีมการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี ปัจจุบันได้พัฒนาไปสู่การเป็นวัฏจักรการลงทุนขนาดใหญ่ที่ครอบคลุมทั้งระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่ Semiconductors Data Center โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ระบบโลจิสติกส์ ไปจนถึงภาคการผลิตขั้นสูง (Advanced manufacturing) เรามองว่าการลงทุนใน AI ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นหนึ่งในรอบการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจยุคใหม่ และผลประโยชน์จากการลงทุนดังกล่าวกำลังขยายวงกว้างออกไปนอกเหนือจากภาคเทคโนโลยีอย่างชัดเจนและแม้ว่าสหรัฐฯ จะยังคงเป็นศูนย์กลางของการลงทุนด้าน AI แต่ประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุนดังกล่าวกำลังส่งผ่านมายังห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีในฝั่งเอเชียมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีของหลายประเทศในเอเชียยังช่วยลดผลกระทบจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนของต้นทุนพลังงานที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เกิดความแตกต่างของแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่เชื่อมโยงกับระบบนิเวศ AI และประเทศที่ได้รับประโยชน์จากกระแสดังกล่าวน้อยกว่า ทีมบริหารการลงทุนหุ้นเอเชียของเราเชื่อว่า นักลงทุนยังคงให้ความสำคัญและติดตามอย่างใกล้ชิดต่อการใช้จ่ายลงทุนด้าน AI ของกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ (Hyperscalers) ว่าจะสามารถเติบโตต่อเนื่องได้หรือไม่ แม้ผลประกอบการของบริษัท Semiconductor บางแห่งในช่วงที่ผ่านมาจะสร้างความผันผวนให้กับตลาดเป็นระยะ แต่ประเด็นที่นักลงทุนให้ความสำคัญในปัจจุบันคือการปรับเพิ่มประมาณการกำไรและความสมเหตุสมผลของความคาดหวังของตลาด มากกว่าความกังวลว่าอุปสงค์ AI จะชะลอตัวลง ในมุมมองของเรา การปรับตัวลงของหุ้นบางกลุ่มในอุตสาหกรรม Semiconductor สะท้อนการหมุนเวียนเม็ดเงินระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม (Sector Rotation) และการปรับสถานะการลงทุนมากกว่าจะเป็นสัญญาณของการสิ้นสุดวัฏจักร AI
ในฝั่งเอเชีย เกาหลีใต้และไต้หวัน ยังคงเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์โดยตรงมากที่สุดจากความต้องการ Semiconductor ขั้นสูง ระบบประมวลผลสมรรถนะสูง (High-Performance Computing) และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI การลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในด้านกำลังการประมวลผล ประกอบกับข้อจำกัดด้านอุปทานในบางส่วนของห่วงโซ่อุตสาหกรรม ชี้ให้เห็นว่าอุปสงค์ต่อฮาร์ดแวร์ที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงแข็งแกร่ง
ในอีกด้านหนึ่ง การปรับตัวขึ้นของตลาดในช่วงที่ผ่านมาค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ซึ่งการปรับขึ้นของดัชนีส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่ในหุ้นกลุ่ม Semiconductor และบริษัทที่เกี่ยวข้องกับ AI เพียงไม่กี่บริษัท ส่งผลให้ระดับความผันผวนของตลาดปรับสูงขึ้น แม้เราจะยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ในระยะยาว แต่นักลงทุนควรแยกแยะระหว่างการลงทุนเพื่อรับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างระยะยาว กับการไล่ซื้อหุ้นตามโมเมนตัมของราคาในระยะสั้น
เรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อบางภาคส่วนของตลาดหุ้นจีน แม้เศรษฐกิจภายในประเทศฟื้นตัวอย่างไม่สม่ำเสมอ แต่จีนยังคงมีจุดแข็งด้านนวัตกรรมเทคโนโลยี การผลิตขั้นสูง โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ระบบอัตโนมัติ และการพึ่งพาตนเองด้าน Semiconductor ที่พัฒนาอย่าง
ต่อเนื่อง เราเชื่อว่าปัจจัยเชิงโครงสร้างเหล่านี้ ควบคู่กับนโยบายภาครัฐที่สนับสนุนการยกระดับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ จะสร้างโอกาสที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนระยะยาว เรายังคงมองเชิงบวกต่อเวียดนามในมิติของการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะยาว เวียดนามยังได้รับประโยชน์จากภาคการผลิตที่แข็งแกร่ง การไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) การกระจายฐานการผลิตของห่วงโซ่อุปทานโลก และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีแรกยังเติบโตได้ดีจากแรงหนุนของภาคการผลิต การส่งออก และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม แม้เรายังคงเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตระยะยาวของเวียดนาม แต่ระดับมูลค่าหุ้น (Valuation) มีความน่าสนใจลดลงหลังตลาดปรับขึ้นมาอย่างแข็งแกร่ง ขณะที่กระแสเงินลงทุนจากต่างชาติยังคงอยู่ในฝั่งขายสุทธิอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ในระยะสั้น เรายังคงให้น้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามที่ระดับเป็นกลาง (Neutral)
ประเด็นสำคัญคือ AI เป็นวัฏจักรการลงทุนระยะยาวที่มีผลกระทบต่อหลายอุตสาหกรรม ห่วงโซ่อุปทาน และตลาดทุนทั่วโลก โดยเรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นเอเชียบางประเทศ โดยเกาหลีใต้และไต้หวันเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากการขยายตัวของ AI ทั่วโลก จีนมีโอกาสจากแนวโน้มการยกระดับอุตสาหกรรมและนวัตกรรมเทคโนโลยี ขณะที่เวียดนามยังคงโดดเด่นในฐานะหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพการเติบโตระยะยาวที่น่าสนใจที่สุดของอาเซียน
ไทย: โอกาสการลงทุนจากวัฏจักรการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
การลงทุนของประเทศไทยมีลักษณะแตกต่างจากธีมหลักที่กำลังขับเคลื่อนตลาดโลกในปัจจุบัน แม้สหรัฐฯ จะเป็นศูนย์กลางของการลงทุนด้าน AI และเอเชียจะได้รับอานิสงส์โดยตรงจากห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรม Semiconductor และเทคโนโลยี แต่โอกาสของประเทศไทยเกิดจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในเชิงวัฏจักร (Cyclical Recovery) มากกว่า
แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ต้นปี โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกที่ยังขยายตัว การใช้จ่ายด้านลงทุนที่แข็งแกร่ง และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐที่มีความชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะการอนุมัติงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งช่วยลดความไม่แน่นอนด้านนโยบาย และมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและโครงการด้านพลังงาน
เรายังคงชอบธีมการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรม การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน กลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล รวมถึงสถาบันการเงินบางแห่งที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของกิจกรรมการลงทุน และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการ
ในมุมมองของเรา ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้นำด้าน AI เพื่อสร้างโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจ ตราบใดที่ภาคส่งออกยังคงเป็นแรงสนับสนุน การลงทุนภายในประเทศยังคงขยายตัว และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสามารถส่งผ่านสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราเชื่อว่าภาพการลงทุนของตลาดหุ้นไทยจะยังอยู่ในทิศทางเชิงบวกตลอดช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ได้ต่อไป
ตราสารหนี้มาเลเซีย: ทางเลือกกระจายการลงทุนจากตราสารหนี้ไทย พร้อมโอกาสรับผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น
สำหรับนักลงทุนไทยเรามองว่าตลาดตราสารหนี้มาเลเซียยังคงเป็นหนึ่งในตลาดตราสารหนี้ที่น่าสนใจแห่งหนึ่งในภูมิภาค แม้เราไม่ได้มีมุมมองเชิงรุกต่อการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวหรือการเพิ่ม Duration ของพอร์ตการลงทุน แต่มองว่าตราสารหนี้มาเลเซียมีจุดเด่นจากการผสมผสานระหว่างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ เสถียรภาพด้านนโยบาย และระดับอัตราผลตอบแทนที่น่าสนใจ ซึ่งปัจจุบันหาได้ยากขึ้นในหลายประเทศของเอเชีย โดยเศรษฐกิจมาเลเซียยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากภาคการผลิตและการส่งออกที่เติบโตแข็งแกร่ง การผลิตภาคอุตสาหกรรมในเดือนเมษายนขยายตัว 8.2% จากปีก่อนหน้า ขณะที่การส่งออกทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 ติดต่อกัน โดยได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินค้าในกลุ่มเทคโนโลยี AI และอุตสาหกรรมยานยนต์ นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำใกล้ 2% และตลาดแรงงานยังสะท้อนถึงภาวะการจ้างงานที่แข็งแกร่ง
ในมุมมองของนักลงทุนไทย ความน่าสนใจของตราสารหนี้มาเลเซียไม่ได้อยู่ที่โอกาสในการสร้างกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) เป็นหลัก แต่อยู่ที่เสถียรภาพของปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ โดยมาเลเซียมีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และฐานะการคลังมีทิศทางที่ดีกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ประกอบกับนโยบายการเงินที่มีเสถียรภาพและอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ยังสูงกว่าประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ตราสารหนี้มาเลเซียเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่ต้องการสร้างกระแสรายได้จากการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ
มุมมองดังกล่าวยิ่งมีความน่าสนใจมากขึ้นภายใต้สมมติฐานของเราที่คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 1.0% ตลอดช่วงปี 2569-2570 โดยเมื่ออัตราดอกเบี้ยในประเทศมีแนวโน้มอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่อง ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้ไทยจึงมีแนวโน้มพึ่งพารายได้ดอกเบี้ย (Carry) เป็นหลัก มากกว่ากำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) ดังนั้น การกระจายการลงทุนไปยังตลาดตราสารหนี้มาเลเซียจึงช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า พร้อมได้รับประโยชน์จากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะการขยายตัวของภาคการผลิตและการส่งออก
ในเชิงกลยุทธ์ เรายังคงให้น้ำหนักกับตราสารหนี้ภาคเอกชนคุณภาพสูง มากกว่ากลยุทธ์ที่มุ่งเพิ่ม Duration เพื่อแสวงหาผลตอบแทนจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย โดยทีมบริหารการลงทุนตราสารหนี้มาเลเซียของเรายังคงให้ความสำคัญกับผู้ออกตราสารระดับ Investment Grade โดยเฉพาะบริษัทที่ดำเนินธุรกิจภายในประเทศ มีความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดอย่างสม่ำเสมอ มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง และมีปัจจัยพื้นฐานที่มั่นคง ในทางกลับกัน เรายังคงมีมุมมองที่ระมัดระวังต่อพันธบัตรรัฐบาล เนื่องจากระดับมูลค่าในปัจจุบันไม่ได้มีความน่าสนใจมากนัก ขณะที่ส่วนชดเชยความเสี่ยงจากการถือครองพันธบัตรระยะยาวยังคงอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ
ด้วยเหตุนี้ ในสภาวะที่วัฏจักรการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของหลายประเทศทั่วโลกเริ่มเข้าสู่ช่วงปลาย และผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้มีแนวโน้มพึ่งพารายได้ดอกเบี้ยมากกว่ากำไรจากส่วนต่างราคา เรายังคงมองเห็นโอกาสการลงทุนในตลาดตราสารหนี้มาเลเซีย โดยเฉพาะตราสารหนี้ภาคเอกชนคุณภาพสูง สำหรับนักลงทุนไทยที่ต้องการเพิ่มกระแสรายได้ (Income) ให้กับพอร์ตการลงทุนโดยไม่เพิ่มความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ ตราสารหนี้มาเลเซียยังคงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการกระจายการลงทุนนอกเหนือจากตลาดตราสารหนี้ไทย
Private Credit: สินทรัพย์ทางเลือกเพื่อโอกาสสร้างกระแสรายได้ที่น่าสนใจในระยะยาว
Private Credit ยังคงเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่เราให้มุมมองเชิงบวกในระยะกลาง แม้ในช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมบางส่วนจะเผชิญแรงกดดันและข่าวเชิงลบ จนนำไปสู่คำถามจากนักลงทุนบางส่วนเกี่ยวกับความน่าสนใจของสินทรัพย์ประเภทนี้ อย่างไรก็ตาม เรามองว่าปัจจัยสำคัญของการลงทุนใน Private Credit ในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่การตัดสินใจว่าจะลงทุนหรือไม่ แต่อยู่ที่การคัดเลือกผู้จัดการลงทุนที่มีคุณภาพ มีวินัยในการลงทุน และมีกระบวนการบริหารความเสี่ยงที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อผลลัพธ์การลงทุนในระยะข้างหน้า
เรายังคงเชื่อว่าปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของ Private Credit ในระยะยาวยังคงแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากปัจจัยพื้นฐานภาคธุรกิจที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ผลประกอบการของบริษัทที่ยังเติบโต และสัญญาณความเปราะบางเชิงระบบในตลาดสินเชื่อที่ยังมีจำกัด ขณะเดียวกัน Goldman Sachs มองว่าการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี AI กำลังก่อให้เกิดความต้องการเงินทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล พลังงาน Data Center และการขยายกำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรม ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนว่าความต้องการเงินทุนจากภาคเอกชนมีแนวโน้มได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในระยะกลาง
ที่สำคัญเราไม่ได้มองโอกาสการลงทุนใน Private Credit ในปัจจุบันเช่นเดียวกับเมื่อ 5 ปีก่อน เนื่องจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของสินทรัพย์ประเภทนี้ส่งผลให้ผลตอบแทนระหว่างผู้จัดการลงทุนแต่ละรายมีความแตกต่างกันมากขึ้น โดยทีม Alternative Credit มองว่าปัจจัยสำคัญในการลงทุนไม่ได้อยู่ที่การเลือกระหว่างการปล่อยกู้ในตลาดสาธารณะ (Public Lending) หรือการปล่อยกู้นอกตลาด (Private Lending) แต่อยู่ที่การคัดเลือกผู้จัดการลงทุนที่มีวินัยในการลงทุนและบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด มากกว่าผู้จัดการลงทุนที่มุ่งเน้นการขยายสินทรัพย์ภายใต้การบริหารเป็นหลัก ดังนั้นเราจึงเชื่อว่าไม่ใช่ทุกโอกาสการลงทุนใน Private Credit จะมีคุณภาพและความน่าสนใจเท่าเทียมกัน
ในเชิงกลยุทธ์ เรายังคงชื่นชอบ Private Credit ประเภท Direct Lending ที่มุ่งปล่อยสินเชื่อให้แก่บริษัทขนาดกลาง (Lower and Core Middle Market) เนื่องจากผู้ให้กู้ยังคงมีอำนาจต่อรองสูงกว่า สามารถกำหนดเงื่อนไขคุ้มครองเจ้าหนี้ (Covenants) ได้เข้มงวดกว่า และได้รับผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Spread) ที่น่าสนใจกว่า ขณะที่แรงกดดันด้านการแข่งขันยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับตลาดสินเชื่อของบริษัทขนาดใหญ่ (Upper Middle Market) ซึ่งมีการเติบโตของสินทรัพย์อย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้การแข่งขันสูงขึ้น ระดับ Spread ลดลง และมาตรฐานการปล่อยสินเชื่ออ่อนแอล ขณะเดียวกัน ทีม Alternative Credit ยังคงมีความระมัดระวังต่อธุรกรรมที่มีเงื่อนไขคุ้มครองเจ้าหนี้จำกัด ธุรกรรมที่ผู้กู้มีภาระหนี้อยู่ในระดับสูง รวมถึงการปล่อยกู้บางประเภทที่มูลค่าหลักประกันพึ่งพาการประเมินมูลค่าธุรกิจมากกว่ากระแสเงินสดที่เกิดขึ้นจริงและสม่ำเสมอ
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สนับสนุน Private Credit คือวัฏจักรการลงทุนของภาคธุรกิจทั่วโลกที่ยังดำเนินต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การยกระดับประสิทธิภาพภาคอุตสาหกรรม ระบบโลจิสติกส์ และโครงการด้านพลังงาน ซึ่งล้วนต้องการแหล่งเงินทุนจำนวนมาก ขณะที่สถาบันการเงินแบบดั้งเดิมหลายแห่งยังมีข้อจำกัดในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ผู้ให้บริการสินเชื่อภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการตอบสนองความต้องการด้านเงินทุนดังกล่าว
สำหรับนักลงทุนไทย Private Credit ยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจในการช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน โดยในสภาพแวดล้อมที่ผลตอบแทนจากตราสารหนี้ในตลาดพึ่งพารายได้จากดอกเบี้ยเป็นหลัก และอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ Private Credit สามารถเป็นแหล่งสร้างรายได้เพิ่มเติม ขณะเดียวกันยังมีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ในตลาดในระดับที่ต่ำ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ
การกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน แม้ว่าการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้จำเป็นต้องอาศัยการคัดเลือกผู้จัดการลงทุนอย่างรอบคอบ และมีระยะเวลาการลงทุนที่ยาวนานกว่า แต่เรามองว่าศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับความเสี่ยงยังคงมีความน่าสนใจ
ในมุมมองของเรา ความผันผวนที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาไม่ได้เปลี่ยนแปลงโอกาสการเติบโตของ Private Credit ในระยะยาว ตรงกันข้าม เหตุการณ์ดังกล่าวกลับตอกย้ำถึงความสำคัญของกระบวนการวิเคราะห์สินเชื่อที่มีคุณภาพ การรักษาเงื่อนไขคุ้มครองเจ้าหนี้ที่เหมาะสม และการคัดเลือกผู้จัดการลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญ ด้วยเหตุนี้ เราจึงยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อ Private Credit โดยเฉพาะกลยุทธ์ Direct Lending ที่เน้นการปล่อยสินเชื่อให้แก่บริษัทขนาดกลาง ซึ่งยังคงมีความน่าสนใจจากความสมดุลระหว่างการสร้างรายได้ที่สม่ำเสมอและระดับความเสี่ยงด้านเครดิตที่เหมาะสม
สรุปมุมมองการลงทุนสำหรับนักลงทุนไทย
แม้ว่าหลายประเด็นที่กล่าวถึงในรายงานฉบับนี้จะเป็นมุมมองการลงทุนทั่วโลกแต่ท้ายที่สุดแล้วการตัดสินใจลงทุนจำเป็นต้องพิจารณาภายใต้บริบทของนักลงทุนแต่ละประเทศ สำหรับนักลงทุนไทย ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การค้นหาโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจที่สุดทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำโอกาสเหล่านั้นมาผสานเข้ากับพอร์ตการลงทุนที่มีสัดส่วนสินทรัพย์ไทยค่อนข้างสูง รวมถึงการพิจารณาปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ยในประเทศและโอกาสการลงทุนในภูมิภาคเอเชียอย่างเหมาะสม
เมื่อพิจารณาปัจจัยทั้งหมดร่วมกัน เรามองว่าภาพการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2026 ยังคงถูกขับเคลื่อนโดยหลายมุมมองการลงทุนที่สำคัญ ได้แก่ แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ที่มีโอกาสอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน (Higher-for-Longer) ความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เมื่อเทียบกับประเทศหลักอื่น ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐที่ยังมีแนวโน้มแข็งค่า การลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ยังดำเนินต่อเนื่อง ตลอดจนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยตามวัฏจักร รวมถึงโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจในตราสารหนี้มาเลเซียและ Private Credit
โดยภาพรวม ปัจจัยเหล่านี้สนับสนุนการจัดพอร์ตที่ยังคงให้น้ำหนักกับสินทรัพย์เสี่ยง แต่ควรกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสมทั้งในด้านภูมิศาสตร์ ประเภทสินทรัพย์ และแหล่งที่มาของผลตอบแทน เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของพอร์ตและลดการพึ่งพาปัจจัยขับเคลื่อนเพียงด้านใดด้านหนึ่ง ท่ามกลางสภาวะตลาดที่ยังคงมีความไม่แน่นอน
กองทุนที่เราแนะนำในส่วนถัดไปจึงสะท้อนมุมมองการลงทุนดังกล่าว และเป็นแนวทางการจัดพอร์ตที่เราเห็นว่าเหมาะสมสำหรับนักลงทุนไทยในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2026
คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า (กองทุน) เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน /PRINCIPAL USEQ, PRICNIPAL GEF, PRINCIPAL GINNO, PRINCIPAL GCREDIT กองทุนหลักลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย / PRINCIPAL MYRFIUH กองทุนหลักลงทุนลงทุนกระจุกตัวในประเทศมาเลเซีย ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย / PRINCIPAL CHTECH กองทุนหลักลงทุนกระจุกตัวในประเทศจีน ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย / PRINCIPAL JEQ กองทุนหลักลงทุนกระจุกตัวในประเทศญี่ปุ่น ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย / PRINCIPAL APDI กองทุนหลักลงทุนกระจุกตัวในไต้หวันและเกาหลีใต้ ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย / PRINCIPAL VNEQ, PRINCIPAL VNEI ลงทุนกระจุกตัวในประเทศเวียดนาม ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย / กองทุน PRINCIPAL iPROP ลงทุนกระจุกตัวในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์(Property Sector Fund) ดังนั้นหากมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังกล่าว ผ้ลูงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก /PRINCIPAL DPLUS มีการลงทุนในต่างประเทศบางส่วนซึ่งจะไม่เกินร้อยละ 79 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ จึงอาจทำให้กองทุนมความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสกลุเงินบาทและสกุลเงินต่างประเทศอื่นๆ ดังนั้น บริษัทจัดการจะลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) โดยมีนโยบายการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนของกองทุน ทั้งหมด (fully hedged) (95%-105% ของมูลค่าความเสี่ยง) / PRINCIPAL MYRFIUH จะไม่ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (unhedged) ดังนั้นกองทุนจึงมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ / PRINCIPAL PCREDITUI กองทุนรวมสําหรับผู้ลงทุนสถาบัน และผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษเท่านั้น / กองทุนรวมที่มีความเสี่ยงสูงหรือซับซ้อน / PRINCIPAL PCREDITUI จัดอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความซับซ้อน ซึ่งทำให้แตกต่างจากการลงทุนในกองทุนรวมทั่วไป แม้ว่าผู้ลงทุนจะมีประสบการณ์กับกองทุนรวมอื่น ควรทำความเข้าใจความเสี่ยงและเงื่อนไขการลงทุนที่เฉพาะเจาะจงก่อนตัดสินใจลงทุน / PRINCIPAL PCEDITUI เสนอขายให้ผู้ลงทุนสถาบันหรือผู้ลงทุนรายใหญ่พิเศษ (Ultra Accredited Investor) ตามคำนิยามของสำนักงาน ก.ล.ต. เท่านั้น/ บริษัทจัดการใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อเป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนของกองทุน (Hedging) ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการ/ กองทุนมีนโยบายการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจ (dynamic hedging) (0%-105% ของมูลค่าความเสี่ยง) / กองทุนที่มีนโยบายลงทุนในต่างประเทศ กองทุนอาจมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไร จากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าทุนเริ่มแรกได้ /ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

