“เวียดนาม” กับ Next Move สู่การเติบโตที่ยิ่งใหญ่...โอกาสการลงทุนที่ไม่ควรพลาด!!! (Thai version only)

The article published in Thai version only

ผลกระทบของวิกฤติ COVID-19 ในปี 2563 ที่ผ่านมานั้น ทำให้เศรษฐกิจโลกหดตัว -3.5%ประเทศส่วนใหญ่ในโลกเศรษฐกิจติดลบไปตามๆ กัน

รู้หรือไม่ว่า?...“เวียดนาม” เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่เศรษฐกิจยังโตเป็นบวกได้ในท่ามกลางวิกฤติที่เกิดขึ้น โดย+2.9% และคาดว่าจะโตได้ +6.5% ในปี 2564 นี้ (ที่มา: IMF, วันที่ 10 มี.ค. 2564)

ในขณะที่ “หุ้นเวียดนาม (VN30)” ก็เป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนที่ดีสุดตลาดหนึ่งในเอเชียประมาณ +21% ในปี 2564 ที่ผ่านมา และนับตั้งแต่ต้นปีมาถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 26 มี.ค. 2564) ยังบวกอยู่ประมาณ 8.5% (ที่มา: investing.com)

โดย “กองทุนเปิดพรินซิเพิล เวียดนาม อิควิตี้ (PRINCIPAL VNEQ)” ของ “บลจ.พรินซิเพิล” เป็นกองทุนที่มีผลงานดีสุดในกลุ่มนี้ จากทั้งหมด 8 กองทุน ด้วยผลตอบแทนนับตั้งแต่ต้นปี 12.48% (Benchmark คือ VN30TR Index (THB) 100% เท่ากับ 11.31% (ที่มา: www.principal.th, ข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.พ. 2564) และเป็นเพียงกองเดียวในกลุ่มที่มีผลตอบแทนมากกว่า 10% อีกด้วย

วันนี้จะพามาถอดรหัสความน่าสนใจของ “หุ้นเวียดนาม” ที่ถูกปักหมุดเป็นหนึ่งใน‘พิกัดการลงทุน’บนแผนที่การลงทุนของนักลงทุนทั่วโลกกัน

xd

“เวียดนาม” เศรษฐกิจโตโดดเด่นในภูมิภาค...กับโครงสร้างที่เปลี่ยนไปสู่‘การเติบโตจากภายใน’

ในปี 2563 ท่ามกลางวิกฤติ COVID-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจทั่วโลกต่างหดตัวนั้น “เศรษฐกิจเวียดนาม”ยังสามารถโตเป็นบวกได้เป็นเพียงไม่กี่ประเทศในโลกนั้น และไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วยแต่ประการใด หากแต่เกิดจากความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจในประเทศของเวียดนามเอง การแก้ไขปัญหาที่ทำได้ดีมีช่วงเวลา Lockdown สั้นเพียง 3 สัปดาห์ประกอบกับโครงสร้างเศรษฐกิจที่เน้นพึ่งพิงการบริโภคในประเทศเป็นสำคัญทำให้เศรษฐกิจเวียดนามยังโตได้ +2.9% และคาดว่าจะโตได้ +6.5% ในปี 2564 นี้ (ที่มา: IMF, วันที่ 10 มี.ค. 2564) ในขณะที่ประเทศใน“กลุ่มอาเซียน” ที่พึ่งพิงการส่งออกและการท่องเที่ยวต่างปรับตัวลดลงกันถ้วนหน้าในปีที่ผ่านมา

xd

ไม่เพียงเท่านี้การเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง ตลอดจนการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วจะเป็นตัวช่วยเพิ่มกำลังซื้อของคนในประเทศให้มากขึ้น และเป็นปัจจัยเร่งให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนติดตามมา โดยเวียดนามมีเป้าหมายที่จะขยับสู่ประเทศที่มี “รายได้สูง” ในปี 2588 อีกด้วย (ที่มา: SSI, HSC, VCSC, GSO)

“หุ้นเวียดนาม” น่าสนใจเพราะมีการเติบโตของกำไรสูง...ในขณะที่มูลค่าหุ้นยังถูก

หันมาดู “ตลาดหุ้นเวียดนาม” ที่นักลงทุนทั่วโลกจับตามมองและให้ความสนใจ ไม่เฉพาะนักลงทุนไทยเท่านั้นแต่รวมถึงนักลงทุนทั่วโลก เป็นตลาดหุ้นที่มากับธีมของ “การเติบโต” ที่โดดเด่น จนขึ้นไปติดทำเนียบกลุ่มประเทศที่มีการเติบโตสูงอันดับต้นๆ ของโลก ที่สำคัญเป็นตลาดที่มี Risk-reward ที่ดีสุดตลาดหนึ่งอีกทั้งยังมีราคาที่เหมาะสมไม่แพง มี Forward P/E ใน 12 เดือนข้างหน้าที่ 13.9 เท่า เมื่อเทียบกับการเติบโตของกำไรในช่วงปี 2563-2565 ที่โตเฉลี่ย 19.2% ต่อปีแล้ว (ที่มา: CS ข้อมูล ณ วันที่ 10 ธ.ค. 2563) 

ew

“จะเห็นว่าเป็น‘ตลาดหุ้นเวียดนาม’ มีมูลค่าถูกตลาดหนึ่งในเอเชีย และถูกกว่ากลุ่ม TIP (ไทย, อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์) ในขณะที่มีการเติบโตของกำไรที่สูงกว่า จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม ‘ตลาดหุ้นเวียดนาม’ จึงมีเสน่ห์และเป็นหนึ่งในพิกัดเป้าหมายบนแผนที่การลงทุนของนักลงทุนทั่วโลก”

“PRINCIPAL VNEQ” แชมป์กลุ่ม ‘กองหุ้นเวียดนาม’ ด้วยผลตอบแทน YTD 12.48%...ทางเลือกที่ง่ายกว่าในการลงทุน

การไปลงทุนใน “ตลาดหุ้นเวียดนาม”ปัจจุบันจะไปลงทุนโดยตรงเองก็ได้ หรือง่ายกว่านั้นก็ไปผ่านกองทุนรวม และกองทุนหุ้นเวียดนามที่มีผลงานดีสุดในปีนี้ ได้แก่ “กองทุนเปิดพรินซิเพิล เวียดนาม อิควิตี้ (PRINCIPAL VNEQ)” โดยสามารถทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (วันที่ 28 ก.พ. 2564) สูงถึง 12.48% (Benchmark คือ VN30TR Index (THB) 100% เท่ากับ 11.31% (ที่มา: www.principal.th) และเป็นเพียงกองทุนเดียวที่มีผลตอบแทนมากกว่า 10% อีกด้วย

plk

“กองทุน PRINCIPAL VNEQ มีนโยบายเน้นลงทุนในตราสารทุนของบริษัทที่จดทะเบียนหรือมีธุรกิจหลักในประเทศเวียดนามที่เชื่อว่ามีศักยภาพในการเติบโตในอนาคตรวมถึง ETF รวมเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”

ที่สำคัญเป็นการเข้าไป “ลงทุนโดยตรง” จากทีมผู้จัดการกองทุนของ “บลจ.พรินซิเพิล” เอง ที่ยังคงใช้กระบวนการลงทุนที่เป็นแบบฉบับของ “PRINCIPAL” ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลกในการคัดเลือกหุ้นรายตัวจากพื้นฐานของบริษัท (Bottom-up stock selection) มาใช้ ตลอดจนการประสานความร่วมมือจากทีมงานผู้มีประสบการณ์ของกลุ่ม “PRINCIPAL”จากทั่วทั้งภูมิภาคเพื่อค้นหา ประเมินโอกาสและความเสี่ยงที่เกิดจากการลงทุน นี่คือ “จุดเด่น” ที่แตกต่าง

ไม่เพียงเท่านี้ “กองทุน PRINCIPAL VNEQ” ยังถูกออกแบบมาอย่างตั้งใจเพื่อแก้ไข ‘จุดด้อย’ของการเข้าไปลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามเอาไว้ตั้งแต่แรก โดยจะแบ่งการลงทุนเป็น 2 ส่วน ได้แก่

    1.เลือกหุ้นรายตัว เพื่อค้นหาหุ้นคุณภาพที่มีโอกาสเติบโตด้วยตัวเอง
    2.เลือกลงทุนผ่าน ‘Onshore ETF’ เพื่อเข้าถึงการลงทุนในหุ้นที่ Foreign ownership limit (FOL) เต็ม โดยที่ไม่ต้องจ่ายพรีเมี่ยมในการซื้อ

“เพื่อได้ได้มาซึ่งหุ้นคุณภาพดีที่มีการเติบโตสูง ประมาณ 30 บริษัท ตลอดจนยังช่วยทำให้กองทุนมี ‘สภาพคล่อง’ ที่ดีจากการลงทุนผ่าน ETF ในระดับหนึ่งอีกด้วย และนี่คือเหตุผลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผลงานที่โดดเด่นของ ‘กองทุน PRINCIPAL VNEQ’ ในช่วงที่ผ่านมานั่นเอง”

asd

ตัวอย่างของหุ้นคุณภาพที่กองทุนเข้าไปถือครองในฐานะ “นักลงทุนต่างชาติ Foreign ownership limit (FOL)” เต็มเพดาน ได้แก่ “FPT Corporation (FPT)”ผู้นำในธุรกิจด้าน IT Outsourcing (Software Development, IT Solutions) ในปี 2563 มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 13% (ที่มา: fpt.com.vn/en, ข้อมูล ณ วันที่ 29 ม.ค. 2564) จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

หรือ “Techcombank (TCB)” แบงก์เอกชนรายใหญ่ที่สุดในเวียดนามที่มีบริการที่หลากหลายตลอดจน Digital Banking Platform ที่ดีที่สุด เป็นแบงก์ที่มี ROE สูงประมาณ 18-20%, NPL ต่ำ มีเงินทุนสำรองที่แข็งแกร่งเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มนี้ ในปีที่ผ่านมาทำกำไรเพิ่มขึ้น 20% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จะเห็นว่าหุ้นทั้ง 2 บริษัทยังคงสามารถทำกำไรได้ดี มีการเติบโตในท่ามกลาง COVID-19 ในปีที่ผ่านมาทั้งคู่ (ที่มา:  techcombank.com. ข้อมูล ณ วันที่ 29 ม.ค. 2564)

“เงินลงทุนต่างชาติ” จ่อทะลักเข้า...ผลักดันการเติบโตรอบใหม่ของ “เวียดนาม”

ความน่าสนใจของ “เวียดนาม” นอกจากการเติบโตของเศรษฐกิจที่มีความโดดเด่นในภูมิภาคเอเชียเคียงคู่มากับมหาอำนาจอย่าง “จีน” แล้ว  ยังเป็นเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติทั้ง“ทางตรง (FDI)”และ “ทางอ้อม (Portfolio Investment)” อีกด้วย ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตรอบใหม่ของเวียดนามในอนาคต

ในช่วงที่ผ่านมาข่าวคราวของการย้ายฐานการผลิตของบริษัทด้านเทคโนโลยีหลายแห่งจากไทยไปเวียดนามก็มีปรากฏให้เห็น หรือแม้แต่ในช่วงสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนก็มีการย้ายฐานการผลิตจากจีนมาสู่เวียดนามด้วยเช่นกันส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่าแรงของเวียดนามถูกกว่าไทยและจีน ไม่เพียงเท่านี้ยังมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีจากข้อตกลงการค้าต่างๆ อีกมากมาย เช่น CPTPP, RCEP หรือ EVFTA เป็นต้น

“ทำให้สามารถดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มสูงไม่ว่าจะเป็น SAMSUNG, Intel, Apple หรือ LG  เป็นต้นจนถูกขนานนามว่าเป็น Hi-Tech Hub –ASEAN Next Silicon Valley (ที่มา: datahouse.asia, asia.nikei.com)”

sa


 สำหรับ “ตลาดหุ้นเวียดนาม” นั้นจัดเป็น“ตลาดชายขอบ (Frontier Market)” ดังนั้นบุคลิกหนึ่งของตลาดนี้จะมีความผันผวนค่อนข้างสูง เดิมมีน้ำหนักในดัชนี MSCI Frontier Index ประมาณ 17% แต่ในปีก่อนหลัง “MSCI” ได้เลื่อนชั้นให้ “คูเวต” ขึ้นไปอยู่ในดัชนี MSCI Emerging Index ทำให้สัดส่วนของเวียดนามในดัชนีเพิ่มสูงขึ้นเป็น 29% ซึ่งนั่นจะตามมาด้วยเม็ดเงินลงทุนในตลาดหุ้นเวียดนามที่จะมีเพิ่มมากขึ้นจากกลุ่มนักลงทุนที่ลงทุนในอยู่ในตลาด Frontier Market นี้ด้วยเช่นกัน เพราะต้องมีการปรับน้ำหนักให้สะท้อนกับภาพของดัชนีที่เปลี่ยนไปนั่นเอง (ที่มา: CGS-CIMB)

“และหนึ่งในประเด็นที่ตลาดมีการคาดหมายกันมานานแล้วสำหรับ ‘ตลาดหุ้นเวียดนาม’ ที่มีโอกาสสูงว่าจะได้เลื่อนชั้นจากดัชนี MSCI Frontier ไปอยู่ในดัชนีMSCI Emerging เช่นเดียวกับคูเวต ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยบวกที่ช่วยหนุนให้หุ้นเวียดนามเป็นเป้าหมายการลงทุนของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศมากขึ้นด้วยเช่นกัน”
สำหรับใครที่กำลังมองหาโอกาสการลงทุนในประเทศที่มีการเติบโตสูง ทั้งแง่ของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นอย่าง “เวียดนาม” เชื่อว่า“กองทุน PRINCIPAL VNEQ” น่าจะเป็นทางเลือกที่ช่วยเติมเต็มพอร์ตการลงทุนของคุณได้เป็นอย่างดี

หมายเหตุ:

  • CPTPP - Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership 
  • RCEP- Regional Comprehensive Economic Partnership
  • EVFTA -The EU-Vietnam Free Trade Agreement

ศึกษาข้อมูลเพิมเติมที่นี่ https://www.principal.th/th/principal/VNEQ-A

รับชม VDO Vietnam – Nothing can stop the growth of The New Dragon โดย คุณวิน พรหมแพทย์, CFA
และ คุณชาตรี มีชัยเจริญยิ่ง ผู้จัดการกองทุน


คำเตือน 
•    ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า (กองทุนรวม) เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
•    กองทุน PRINCIPAL VNEQ ลงทุนกระจุกตัวในประเทศเวียดนาม ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย
•    กองทุนมีนโยบายลงทุนในต่างประเทศ ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินทุนเริ่มแรกได้/ บริษัทจัดการใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อเป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนของกองทุน (Hedging) ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
•    ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต
•    ผู้ลงทุนควรศึกษาผลการดำเนินงานของหน่วยลงทุนแต่ละชนิดของกองทุนในhttps://www.principal.th/th/mutual-fundth ก่อนตัดสินใจลงทุน