อัพเดทสถานการณ์การลงทุนกองทุน PRINCIPAL SHARK6M1

Image

 

          กองทุนเปิดพรินซิเพิล ชาร์คฟิน 6M1 (PRINCIPAL SHARK6M1) เป็นกองทุนประเภท Structured Notes โดยนำเงินลงทุนบางส่วนไปสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มผ่านการลงทุนในใบวอร์แรนท์ (Warrant) ที่มีสินทรัพย์อ้างอิงคือ กองทุน iShares 20+ Year Treasury Bond ETF (TLT ETF) ซึ่งเป็นกองทุนที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีอายุคงเหลือมากกว่า 20 ปี โดยผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนส่วนเพิ่มก็ต่อเมื่อราคาของ TLT ETF มากกว่า 90.22 ดอลลาร์สหรัฐฯ ณ วันพิจารณาสินทรัพย์ในช่วงต้นเดือนตุลาคม ทั้งนี้ราคาของ TLT ETF ณ วันทำการใด ๆ ในช่วงการลงทุน 6 เดือนตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. ถึง 11 ต.ค. 2567 ต้องไม่เกินกว่า 106.264 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งปัจจัยหลักที่เกี่ยวข้องกับการราคา TLT ETF คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (Bond yield) ซึ่งมีความสัมพันธ์แบบผกผันกัน กล่าวคือ หาก Bond yield ปรับลดลง ราคากองทุน TLT ETF ก็มีแนวโน้มที่จะปรับขึ้น 
          ในช่วงปลายปี 2566 นักลงทุนทั่วโลกคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed จะมีการปรับลดดอกเบี้ยลงประมาณ 3-4 ครั้งในปี 2567 หลังมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมาอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้ปรับลดลงโดยมีตัวเลขเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ 2% อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตามอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ในช่วงไตรมาสแรกโดยรวมเติบโตสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ อีกทั้งตัวเลขเศรษฐกิจหลายตัวทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงร้อนแรงต่อเนื่องได้ถึงแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งทำให้สมาชิกของ Fed มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยให้เหตุผลว่า Fed ไม่ต้องการที่จะลดอัตราดอกเบี้ยเร็วจนเกินไปและทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับขึ้นมาได้ในระยะสั้น ส่งผลให้นักลงทุนลดจำนวนที่คาดว่า Fed จะลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้ลง 
          ในการแถลงการณ์ล่าสุดของ Fed หลังมีการประชุม Fed ในช่วงวันที่ 11 มิ.ย. ที่ผ่านมา Fed ยังยืนยันที่คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 5.25% - 5.50% เช่นเดิม เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อยังมากกว่าเป้าหมายและอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ โดยอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ เดือนพ.ค. อยู่ที่ 3.3% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว (Year-on-year: YoY) ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ที่ 3.4% โดยหากเจาะลึกเข้าไปในตัวเลขจะพบว่าราคาที่อยู่อาศัยมีสัดส่วนในอัตราเฟ้อสหรัฐฯ สูงถึงประมาณ 1 ใน 3 ของดัชนี และเป็นกลุ่มสำคัญที่ราคามีการปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาที่อยู่อาศัยนั้นสามารถแบ่งเป็น 2 ประเภทย่อย 1) Rent of primary residence หรือ ค่าเช่าที่อยู่อาศัย 2) Owners' equivalent rent of residences (OER) หรือ ค่าเช่าที่อยู่อาศัยที่เจ้าของต้องจ่ายหากเช่าที่อยู่อาศัยของตนเอง ซึ่งโดยปกติแล้วการคำนวณอัตราเงินเฟ้อของประเทศส่วนใหญ่จะไม่นำ OER เข้ามาประเมินเนื่องจากเป็นตัวเลขที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริงในระบบเศรษฐกิจ โดยอัตราเงินเฟ้อ OER เดือน พ.ค. ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องอยู่ที่ 5.7% YoY ในขณะที่ Rent of primary residence ที่เป็นค่าเช่าที่เกิดขึ้นจริงปรับขึ้น 5.3% YoY ซึ่งตัวเลขนี้อาจดูสูง แต่หากดูแนวโน้มระยะยาวแล้วจะเห็นว่ามีแนวโน้มขาลงต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือน มี.ค. ปีที่แล้ว และตัวเลขเป็นการเติบโตของค่าเช่าที่ต่ำที่สุดในรอบ 2 ปีของสหรัฐฯ และหากพิจารณาราคาสินค้าและบริการที่เกิดขึ้นจริงในระบบเศรษฐกิจจะเห็นว่าตัวที่มีสัดส่วนในการคำนวณอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ สูงอย่างเช่น ราคาค่าเช่า ราคาอาหาร มีแนวโน้มขาลงต่อเนื่อง 
          สำหรับตัวเลขด้านแรงงานสหรัฐฯ อ่อนแอลง สะท้อนผ่านตัวเลขการว่างงานเดือน พ.ค.ที่ เพิ่มขึ้น 4% YoY สูงสุดในรอบ 30 เดือน และตำแหน่งงานที่เปิดรับ (Job opening) โตขึ้นเพียง 4.8% YoY ต่ำสุดในรอบ 38 เดือน ทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มชะลอความร้อนแรงลง ซึ่งทำให้โอกาสที่ Fed จะมีการปรับลดดอกเบี้ยลงในปีนี้มีมากขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ (Mild recession) โดย บลจ. พรินซิเพิลคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง เริ่มครั้งแรกในการประชุมเดือน ก.ย. และอีกครั้งในเดือน พ.ย. และทำให้ Bond yield สหรัฐฯ เริ่มปรับลดลงจากความคาดหวังของนักลงทุนต่อการลดดอกเบี้ยของ Fed ในอนาคต (Price in) และส่งผลให้ราคากองทุน TLT ETF ปรับเพิ่มขึ้นจากราคา 90.22 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันที่ 10 เม.ย. เป็น 94.59 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือปรับขึ้นแล้วเกือบ 5% ในวันที่ 18 มิ.ย. ที่ผ่านมา 

 

Image

 

          ความคาดหวังของนักลงทุนถึงโอกาสที่ Fed จะประกาศลดดอกเบี้ยทำให้ราคากองทุน TLT ETF มีโอกาสปรับขึ้นต่อเนื่องในอนาคตถึงแม้ว่า Fed ยังคงแสดงท่าทีเป็นกลางอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปในอดีตว่าราคากองทุนตราสารหนี้มักจะปรับขึ้นประมาณ 1-2 เดือนก่อนที่จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเป็นทางการ โดยหากมีการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยแล้วราคากองทุนตราสารหนี้รวมถึง TLT ETF มักจะปรับขึ้นแรงเพื่อตอบรับข้อมูล อย่างไรก็ตามโอกาสที่ราคากองทุนจะปรับขึ้นเกินกว่า 106.264 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 12% นับจากวันที่18 มิ.ย. 2567) ในช่วงระยะเวลาเพียง 3 เดือนและทำให้กองทุน PRINCIPAL SHARK6M1 เกิดการ Knock-out นั้นมีโอกาสต่ำ เนื่องจากเราคาดการณ์ว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก 20 วันก่อนที่กองทุน PRINCIPAL SHARK6M1 จะครบอายุ และคาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ยเพียงครั้งละ 0.25% เท่านั้นซึ่งทำให้โอกาสที่ราคา TLT ETF ปรับตัวขึ้นแรงภายในระยะเวลาสั้นมีน้อยลงนั่นเอง
          โดยสรุปแล้วถึงแม้ว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์ไว้ (High rate for longer) ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2567 และทำให้ราคากอง TLT ETF มีการปรับลดลงมาในช่วงแรกของการลงทุนในกองทุน PRINCIPAL SHARK6M1 บลจ. พรินซิเพิล ยังคงคาดการณ์ว่า Fed จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในเดือนก.ย. และ พ.ย. เนื่องจากเริ่มเห็นสัญญาณอ่อนแอจากตัวเลขเศรษฐกิจ และเพื่อให้เศรษฐกิจ Soft landing โดย Bond yield ที่ปรับลดลง และราคากองทุน TLT ETF ที่ปรับขึ้นในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาเป็นการสะท้อนความคาดหวังต่อการลดดอกเบี้ยในอนาคตได้เป็นอย่างดี โดยเราคาดว่าราคากองทุน TLT ETF จะปรับขึ้นในกรอบที่นโยบายของกองทุน PRINCIPAL SHARK6M1 กำหนดไว้และนักลงทุนมีแนวโน้มที่จะมีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนในกองทุนได้
ข้อมูลจาก United States Department of Labor, Federal Reserve และ iShares ข้อมูล ณ วันที่ 18 มิ.ย. 2567
 

อ่านเพิ่มเติม อัพเดทสถานการณ์การลงทุนกองทุน PRINCIPAL SHARK6M1

 

คำเตือน • ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า (กองทุน) เงื่อนไข ผลตอบแทน และ ความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน • ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลในหนังสือชี้ชวนให้เข้าใจก่อนตัดสินใจลงทุน • กองทุนนี้มีหลักเกณฑ์การจ่ายผลตอบแทนแบบซับซ้อน ผู้ลงทุนควรศึกษาให้เข้าใจก่อนลงทุน • กองทุนนี้ไม่ถูกจำกัดความเสี่ยงด้านการลงทุนเช่นเดียวกับกองทุนรวมทั่วไปจึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่รับผลขาดทุนระดับสูงได้เท่านั้น • ผู้ลงทุนไม่สามารถขายคืนหน่วยลงทุนได้ในช่วงระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ดังนั้น หากมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนดังกล่าว ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก • กองทุนนี้มีการลงทุนหรือใช้บริการที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนที่มีความเสี่ยงสูงหรือมีความซับซ้อน ซึ่งมีความแตกต่างจากการลงทุนหรือใช้บริการ ผลิตภัณฑ์ในตลาดทุนทั่วไป • กองทุนนี้มีนโยบายการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) ประเภทสัญญาออปชั่น (Options) หรือวอร์แรนท์ (Warrants) ที่อ้างอิงกับสินทรัพย์อ้างอิง ดังนั้น กองทุนจึงมีความเสี่ยงมากกว่ากองทุนรวมอื่น ผู้ลงทุนควรมีความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงของการลงทุน และควรคำนึงถึงประสบการณ์การลงทุน วัตถุประสงค์ การลงทุน ฐานะการเงินของผู้ลงทุนเอง รวมถึงผู้ลงทุนต้องสามารถยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการลงทุนได้ • กองทุนอาจลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่อาจเกิดขึ้นได้จากการลงทุนใน ต่างประเทศตามความเหมาะสมและสภาวการณ์ในแต่ละขณะ ผู้ลงทุนอาจจะขาดทุน หรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยในส่วนของตราสารหนี้และ/หรือเงิน ฝาก และ/หรือตราสารทางการเงินหากมีการลงทุนในต่างประเทศกองทุนจะป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศทั้งจำนวนและในส่วนการลงทุนในสัญญาออปชั่น(Options) หรือวอร์แรนท์(Warrants) กองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ดังนั้น ผู้ลงทุนจึงมีความ เสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน • ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต