FTSE ยืนยันอัปเกรดเวียดนามสู่ตลาดเกิดใหม่เป็นทางการ ก้าวที่ยิ่งใหญ่ ในรอบเกือบ 10 ปี
เช้าวันนี้ FTSE ได้ประกาศผลการทบทวนการประเมินความคืบหน้าของตลาด (Interim Review) ยังคงยืนยันการยกระดับตลาดหุ้นเวียดนามสู่ตลาดหุ้นเกิดใหม่ (Emerging Markets) หลังเวียดนามอยู่ใน Watchlist มาเกือบ 10 ปี โดยเวียดนามได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างตลาดทุนให้เข้าเกณฑ์เป็นที่เรียบร้อย เช่น เปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติสามารถซื้อขายหุ้นเวียดนามผ่าน Global Broker ได้ และการไม่ต้องวางหลักประกันก่อนทำธุรกรรม (Non-prefunding)
หุ้นเวียดนามจะเริ่มทยอยมีน้ำหนักเป็นส่วนหนึ่งของดัชนี FTSE Emerging Markets ในวันที่ 21 กันยายน 2026 และสิ้นสุดภายในเดือนกันยายนปี 2027 โดยประมาณการน้ำหนักในดัชนีที่ประมาณ 0.35% ซึ่งถือเป็นระดับปกติสำหรับตลาดที่เพิ่งถูกยกระดับใหม่ คาดหวัง Foreign Fund Flow ไหลเข้าถึง 1.5 – 3 พันล้านดอลลาร์ (ทั้ง Active และ Passive Funds) โดยในอดีตประเทศที่ถูกยกระดับ เช่น ซาอุดิอาระเบีย หรือ คูเวต ตลาดหุ้นจะเริ่มปรับตัวขึ้นตอบรับประเด็นนี้ตั้งแต่ช่วงต้นของการประกาศ (Front-Loaded Rally)
นอกจากนี้ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีทิศทางที่ผ่อนคลายขึ้น และตัวเลขเศรษฐกิจของเวียดนามที่แข็งแกร่งช่วยหนุนการลงทุนทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดย GDP ไตรมาส 1 ขยายตัว 7.83% YoY และรัฐบาลยังคงเป้าหมายการเติบโตของ GDP อย่างน้อย 10% ในปี 2026 พร้อมระบุว่าจะเดินหน้ามาตรการเชิงรุก ทั้งการเพิ่มการลงทุนภาครัฐ การกระจายตลาดส่งออก และการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหรือแหล่งทรัพยากรจากไม่กี่ประเทศ
รวมถึงการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ในไตรมาส 1 ที่เติบโตถึง 42.9% YoY นำโดยภาคการผลิต และการเบิกจ่ายเงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริงเพิ่มขึ้นเป็น 5.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (+9.1% YoY) ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในไตรมาสแรกในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ตอกย้ำสถานะของเวียดนามในฐานะศูนย์กลางการผลิตที่สำคัญในภูมิภาค
บลจ.พรินซิเพิล คงมุมมอง Slightly Overweight และแนะนำทยอยซื้อหุ้นเวียดนามผ่าน PRINCIPAL VNEQ จากมูลค่าปัจจุบันที่ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ ขณะที่นักวิเคราะห์ยังคงมีการปรับเพิ่มประมาณการกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นเวียดนามขึ้นต่อเนื่อง และได้รับปัจจัยหนุนจากเงินทุนต่างชาติที่มีแนวโน้มไหลเข้า พร้อมกับเศรษฐกิจที่เติบโตแข็งแกร่ง ส่งผลให้มีโอกาสเกิด Valuation Re-rating (การที่ตลาดหุ้นมีการซื้อขายในระดับราคาที่สูงขึ้น) รวมไปถึงการที่นักลงทุนสถาบันต่างชาติจะมีสัดส่วนซื้อขายในตลาดหุ้นเวียดนามเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเสริมเสถียรภาพตลาดหุ้นในระยะยาว
กลยุทธ์กองทุน PRINCIPAL VNEQ: เลือกลงทุนหุ้นคุณภาพและมีปัจจัยพื้นฐานที่ดีเป็นหลัก โดยปัจจุบันลงทุนในกลุ่มธนาคารขนาดใหญ่ คุณภาพดี ที่มี CASA ratio สูง เป็นสัดส่วนหลัก ซึ่งเป็นเป้าหมายของเงินลงทุนต่างชาติ
และในช่วงสภาวะที่ตลาดยังคงเผชิญความผันผวนจากภาวะเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ กองทุนได้มีแนวทางการรับมือ โดย 1) ใช้ Barbell Strategy ปรับสมดุลพอร์ตระหว่างการเติบโตและความมั่นคงของผลตอบแทน ด้วยการผสมผสานหุ้น High Growth ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง และ High Free Cash Flow Yield ที่ให้กระแสเงินสดมั่นคง 2) เพิ่มจำนวนหลักทรัพย์ในพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยงและลด Tracking Error โดยยังคงยึดหลักการ Stock Selection เป็นแกนหลักของโอกาสการสร้างผลตอบแทน
คำเตือน: Principal Asset Allocation Plan เป็นบริการการแนะนำการจัดพอร์ตการลงทุนแบบการกระจายการลงทุนไปในสินทรัพย์ต่าง ๆ (Asset Allocation) ตามระดับความเสี่ยงในการลงทุนของผู้ลงทุน โดยเป็นการพิจารณาและประเมินภาวะการลงทุน เพื่อการสร้างและปรับพอร์ตอย่างสมดุล และอาจจะพิจารณาและนำเสนอการปรับเปลี่ยนสัดส่วนการลงทุนหรือปรับพอร์ตลงทุนเป็นรายเดือน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าพอร์ตการลงทุนมีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสมและสอดรับกับภาวะการลงทุน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของราคาที่เปลี่ยนไปตามภาวะตลาดส่งผลให้สัดส่วนของแต่ละสินทรัพย์ที่ลงทุนมีการปรับเปลี่ยนไปจากสัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสม อาจทำให้พอร์ตการลงทุนมีความเสี่ยงสูงหรือต่ำไปกว่าที่ควรจะเป็น เพื่อให้สัดส่วนการลงทุนเข้าสู่สัดส่วนการลงทุนที่เหมาะสม Principal Asset Allocation Plan เป็นเพียงคำแนะนำของ บริษัทจัดการ ผู้ลงทุนอาจไม่ได้รับผลตอบแทนตามคาดหวัง ทั้งนี้ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจการจัดสรรการลงทุน (Basic Asset Allocation) ตามคำแนะนำของสำนักงาน ก.ล.ต.
พอร์ตการลงทุนดังกล่าวเป็นเพียงการประมาณการสัดส่วนการลงทุน ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อลงทุนจริง ขึ้นอยู่กับสภาพตลาด การลงทุนและโอกาสการลงทุนในแต่ละขณะ ทั้งนี้ ประมาณการสัดส่วนการลงทุน ไม่ใช่การรับประกันหรือยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต/ ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า (กองทุน) เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
คำอธิบายประกอบ Clients’ Portfolio Model 5 พอร์ตลงทุนแนะนำ
• สำหรับผู้ลงทุนที่มีระดับความเสี่ยง “ปานกลางค่อนข้างสูง” แนะนำพอร์ตการลงทุน “Income”
• สำหรับผู้ลงทุนที่มีระดับความเสี่ยง “สูง” ท่านสามารถลงทุนในพอร์ตการลงทุน “Income” และ “Balance”
• สำหรับผู้ลงทุนที่มีระดับความเสี่ยง “สูงมาก” ท่านสามารถลงทุนในพอร์ตการลงทุน “Income”, “Balance”, “Growth”, “Active Growth” และ “Global Growth”
• ทั้งนี้หากท่านผู้ลงทุนมีความประสงค์จะลงทุนในพอร์ตลงทุนที่มีระดับความเสี่ยงสูงกว่าระดับความเสี่ยงการลงทุนของท่าน ท่านจะต้อง “ยืนยัน” รับทราบความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนที่ท่านได้เลือกลงทุนผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า (กองทุน) เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน / PRINCIPAL GCREDIT กองทุนหลักลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐอเมริกา และยุโรป ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย / PRINCIPAL GLEADER และ PRINCIPAL GIFUH กองทุนหลักลงทุนกระจุกตัวในอเมริกาเหนือ และยุโรป ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย / PRINCIPAL MYRFIUH กองทุนหลักลงทุนลงทุนกระจุกตัวในประเทศมาเลเซีย ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย / PRINCIPAL VNEQ ลงทุนกระจุกตัวในประเทศเวียดนาม ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย / PRINCIPAL DEF นี้มีการกระจุกตัวของการถือหน่วยการลงทุนจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใดที่ถือหน่วยการลงทุนเกิน 1 ใน 3 เป็นสัดส่วนร้อยละ 87.25 (ณ วันที่ 28 ก.พ. 2569) โดยสามารถตรวจสอบข้อมูลผ่านเว็บไซด์ของบริษัทจัดการ (www.principal.th) / PRINCIPAL DPLUS มีการลงทุนในต่างประเทศบางส่วนซึ่งจะไม่เกินร้อยละ 79 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ จึงอาจทำให้กองทุนมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินบาทและสกุลเงินต่างประเทศอื่น ๆ ดังนั้น บริษัทจัดการจะลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) โดยมีนโยบายการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนของกองทุนทั้งหมด (fully hedged) (95%-105% ของมูลค่าความเสี่ยง) / PRINCIPAL MYRFIUH และ PRINCIPAL GIFUH จะไม่ป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (unhedged) ดังนั้นกองทุนจึงมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งอาจทำให้ผู้ลงทุนได้รับผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรกได้ / บริษัทจัดการใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อเป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนของกองทุน (Hedging) ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน (dynamic hedging) (0%-105% ของมูลค่าความเสี่ยง) / กองทุนมีนโยบายลงทุนในต่างประเทศ กองทุนอาจมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไร จากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าทุนเริ่มแรกได้ / ผู้ลงทุนควรศึกษาผลการดำเนินงานของหน่วยลงทุนแต่ละชนิดของกองทุนใน https://www.principal.th/th/mutual-fundth ก่อนตัดสินใจลงทุน / ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

