ทำไมเราถึงไม่ควรถอนเงินออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

ช่วงปี 2020 ถือว่าเป็นช่วงเวลาวิกฤตอีกครั้งหนึ่งของโลก จากการระบาดของ COVID-19 จนทำให้เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ถ้าหากเราย้อนดูตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจโดยเฉพาะของไทย ปี 2020 น่าจะเป็นอีกช่วงเวลาที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบสูงติดอันดับต้น ๆ อย่างแน่นอน

เมื่อเกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ สิ่งหนึ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยก็คือ 'การจ้างงาน' ที่ลดลง ซึ่งหมายความว่าจะต้องมีคนบางกลุ่มที่ตกงาน หรือมีการถูกหักโอที ปรับลดลงเงินเดือน ซึ่งปัญหาที่ตามมาก็คือ การขาด 'สภาพคล่อง' ในการดำรงชีวิต เนื่องจากเมื่อรายได้หดหายไปแต่รายจ่ายไม่ได้ลดตามไปด้วย ทำให้บางคนมีกระแสเงินสดติดลบได้

เมื่อเวลาที่เราประสบกับเหตุการณ์ที่ขาดสภาพคล่องหลายคนมักจะมองหาแหล่งเงินทุนเพื่อเพิ่ม 'สภาพคล่อง' และ 'กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)' ก็เป็นแหล่งที่ถูกหมายตามากที่สุดแหล่งหนึ่ง เนื่องจากมีจำนวนเงินที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับแหล่งเก็บเงินอื่น ๆ แต่รู้กันหรือไม่ว่าการถอนเงินออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพก่อนอายุเกษียณนั้นมี 'ค่าใช้จ่ายแฝง' ที่ตามมา

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าวัตถุประสงค์หลักที่นายจ้างจัดตั้ง 'กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)' นั้น เพื่อให้สมาชิกมีเงินเก็บไว้ใช้เมื่อเกษียณอายุ โดยต้องเป็นสมาชิกอย่างน้อย 5 ปีและสามารถถอนได้เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์เท่านั้น แต่ถ้าสมาชิกถอนเงินออกจากกองทุนก่อน 2 เงื่อนไขข้างต้น สมาชิกอาจไม่ได้รับเงินทั้งหมดที่เห็นในรายงาน เนื่องจากจะมีค่าใช้จ่ายเรื่องของภาษีเพิ่มเติม ซึ่งโดยทั่วไปกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของเรานั้นจะประกอบด้วยเงิน 4 ส่วน
1. เงินสะสม คือ เงินของสมาชิกที่ออม 2-15% ของรายได้เข้ากองทุนทุกเดือน
2. เงินสมทบ คือ เงินที่นายจ้างออมเพิ่มเติมให้ลูกจ้างตามเงื่อนไขของแต่ละบริษัท
3. ผลประโยชน์ของเงินสะสม คือ กำไรที่ได้จากการบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนของเงินสะสม 
4. ผลประโยชน์ของเงินสมทบ คือ กำไรที่ได้จากการบริหารกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในส่วนของเงินสมทบ

ซึ่งการถอนเงิน 'กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)' แล้วจะต้องมีการคำนวณเพื่อเสียภาษีเพิ่มเติมจะแบ่งออกเป็น 2 กรณี 

กรณีที่ 1: ถอนเงินจากกองทุนโดยไม่ออกจากงานหรือออกจากงานโดยที่อายุงานน้อยกว่า 5 ปี สำหรับกรณีนี้จะต้องนำเงินส่วนที่ 2 ส่วนที่ 3 และ ส่วนที่ 4 ไปคิดรวมกับเงินได้ในปีที่เราถอนเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพออกตามอัตราของภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

กรณีที่ 2: ออกจากงานที่อายุงาน 5 ปีขึ้นไป แต่อายุไม่ครบ 55 ปีบริบูรณ์ 
สำหรับกรณีนี้ จะต้องนำเงินส่วนที่ 2 ส่วนที่ 3 และ ส่วนที่ 4 มาบวกรวมกัน จากนั้นให้นำ "7,000 x จำนวนปีที่ทำงาน" หักลบออกไป และให้หารด้วย 2 อีกครั้ง สุดท้ายให้เรานำเงินที่ได้จากคำนวณแล้วไปรวมกับเงินได้อื่น ๆ เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือสามารถยื่นแยกกับภาษีเงินได้ประเภทอื่น ๆ ได้

สมมติว่าทำงานมา 15 ปี แต่อายุไม่ครบ 55 ปีบริบูรณ์ และเมื่อเรานำเงินส่วนที่ 2 ส่วนที่ 3 และ ส่วนที่ 4 มาบวกรวมกันได้ 300,000 บาท จากนั้นให้นำ 7,000 มาคูณกับ 15 ปีที่เป็นจำนวนปีที่ทำงานจะได้เท่ากับ 105,000 บาท และเมื่อนำไปลบกับ 300,000 บาทจะได้ 195,000 บาท สุดท้ายให้เราหารด้วย 2 อีกครั้งจะคิดเป็นเงินเท่ากับ 97,500 บาท เงินจำนวน 97,500 บาทนี้ คือจำนวนเงินที่ไปรวมกับเงินได้อื่น ๆ เพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหรือเราสามารถเลือกนำเงินจำนวนนี้ไปแยกยื่นเพื่อให้เสียภาษีเงินได้น้อยลงได้อีกด้วยนั่นเอง 

แต่สำหรับกรณีที่ลาออกจากงานเมื่อมีอายุ 55 ปีขึ้นไปและเป็นสมาชิกมาไม่น้อยกว่า 5 ปี เงินที่เรานำออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะได้รับยกเว้นภาษีทั้งจำนวน  ซึ่งนอกจากเรื่องของภาษีที่เราต้องคำนวณให้ดีก่อนถอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องอัตรา 'เงินสมทบ' ที่เราอาจจะไม่ได้รับเต็มจำนวนสำหรับกรณีที่เราถอนออกก่อนด้วย ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละบริษัท ซึ่งโดยทั่วไปจะมีเรื่องของ 'อายุงาน' เป็นตัวกำหนดว่าจะต้องทำงานอย่างน้อยกี่ปีถึงจะได้ 'เงินสมทบ' เต็มจำนวน ซึ่งถ้าถอนก่อนหน้าเวลาที่กำหนดจะได้อัตราเงินสมทบตามอายุงานตามที่แต่ละบริษัทกำหนด 

'กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)' คือ แหล่งเก็บเงินเพื่อการเกษียณที่ดีที่สุดตัวหนึ่งที่จะช่วยการันตีให้กับเราได้ว่าในยามที่เราเกษียณตัวเองแล้ว จะสามารถรักษามาตรฐานการดำรงชีวิตให้เหมือนกับตอนที่เรายังทำงานได้ ซึ่งการถอนเงิน 'กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund)' ออกก่อนกำหนด นอกจากจะมีค่าใช้จ่ายแฝงต่าง ๆ ที่เราต้องจ่ายแล้ว ยังมีโอกาสที่เราจะนำเงินไปใช้จ่ายผิดประเภท เนื่องจากโดยปกติแล้วคนเรามักมีแนวโน้มจ่ายเงินมากขึ้นเมื่อมีเงินสดถืออยู่ในมือจำนวนมาก ทำให้เรามีความเสี่ยงที่อาจจะมีเงินไม่พอกับการเกษียณก็เป็นไปได้เช่นกัน

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า (กองทุน) เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน/ ผลตอบแทนในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต