วิถีการทำงานยุคใหม่ Work-Life Flow ปูทางสู่การเกษียณอายุอย่างมีคุณภาพ

"คุณคิดว่าตัวคุณนั้นมี Work-Life Balance อยู่หรือเปล่า?"

ไม่เคยต้องทำงานล่วงเวลา วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ไม่ต้องคิดเรื่องงานหรือกังวลว่าจะมีใครติดต่อเรื่องงานเข้ามา แยกงานกับชีวิตส่วนตัวออกจากกันได้อย่างเด็ดขาด ถ้าคำตอบคือใช่ ก็ต้องขอบอกว่าคุณคือคนที่โชคดี ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่ได้มีประสบการณ์เช่นนั้น เพราะสิ่งที่เรียกว่างานเกี่ยวพันกับการใช้ชีวิตแบบหลีกเลี่ยงได้ยาก แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะเสียโอกาสในการสร้างสมดุลระหว่างสองอย่างนี้เสียทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือธุรกิจส่วนตัวก็ตาม ลองมาทำความเข้าใจแนวคิดที่พัฒนามาจาก Work-Life Balance ที่เรียกว่า Work-Life Flow ไปพร้อมๆ กัน

Work-Life Flow ก็คือการปล่อยให้กิจกรรมต่างๆ ไหลไปตามจังหวะของชีวิต อย่าไปบีบคั้นให้อยู่แต่ในการแบ่งว่าในแต่ละช่วงจะต้องทำอะไรบ้าง ถึงแม้การมีลำดับขั้นตอนเป็นสิ่งที่ดี แต่เมื่อสถานการณ์ไม่เอื้อต่อแผนที่วางไว้ เราก็ต้องปรับตัวให้การทำงานของเราลื่นไหลมากที่สุด โดยการจะมี Work-Life Flow ที่ดีนั้น เรามีเทคนิคมาแนะนำดังนี้

1. โฟกัสที่ประสิทธิภาพในการทำงาน มากกว่าชั่วโมงในการทำงาน

ในหนึ่งวันเรามีเวลา 8 ชั่วโมงในการทำงานเท่ากัน แต่ไม่จำเป็นต้องวาง Task ในการทำงานให้เหมือนกัน บางคนอาจรู้สึกสมองปลอดโปร่งในช่วงเย็น ทำให้คิดงานและไอเดียต่างๆ ได้ดี ก็อาจนัดประชุมช่วงเย็นแทน ส่วนช่วงกลางวันก็เอาไว้เคลียร์งานอื่นๆ แต่ทั้งนี้ก็ควรดูความสะดวกของคนอื่นๆ ที่ต้องร่วมงานด้วย ว่าสามารถนัดหมายในช่วงที่เราต้องการได้ไหม

2. เสริมกิจวัตรเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมสำหรับวันใหม่

การนอนดึกตื่นสาย ถึงแม้จะยังไปทำงานทัน แต่อะไรๆ ก็ดูเร่งรีบไปเสียหมด ไม่มีเวลาได้มาเตรียมกายและใจให้พร้อมสำหรับการทำงานเลย ลองเข้านอนเร็วขึ้นอีกนิด ตื่นเร็วขึ้นอีกหน่อย มาออกกำลังกายเล็กๆ น้อยๆ นั่งสมาธิ หรือทำงานอดิเรกในช่วงสั้นๆ ก็จะช่วยเพิ่มพลังให้เราทำงานไปตาม Flow ได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น

3. ออกแบบการพักผ่อนให้เหมาะกับจังหวะของตัวเอง

จากการที่เราแยกการใช้ชีวิตส่วนตัวกับการทำงานโดยเด็ดขาดไม่ได้ เราจึงต้องหาจังหวะในการพักผ่อนอยู่เสมอ แวะชาร์จพลังให้เวลากับตัวเอง อย่างการงีบนอนระหว่างวัน หากร่างกายไม่ไหวจริงๆ หรือเลิกงานไว กลับบ้านเร็วบ้าง แม้จะไม่ได้มีกิจกรรมอะไรเป็นพิเศษ แต่การได้อยู่ในพื้นที่ที่เราสบายใจก็ถือเป็นการพักผ่อนที่มีคุณภาพแล้ว และอย่าลืมว่าควรมีวันที่เราจะได้พักผ่อนจริงๆ แบบไม่ต้องผูกมัดกับสิ่งใดด้วย โดยอาจจะเป็นช่วงที่เพิ่งเคลียร์งานชิ้นใหญ่เสร็จ หรือรอยต่อระหว่างโปรเจ็กต์ก็ได้นะ

4. มองหาบริษัทที่ตอบสนองต่อเป้าหมายของเรา

สำหรับพนักงานบริษัท หากคุณกำลังหางานหรือวางแผนว่าจะเปลี่ยนงาน ให้ลองมองหาบริษัทที่ให้คุณค่ากับการพัฒนาบุคลากร ซึ่งดีต่อทั้งบริษัทและเป็นผลดีต่อตัวเราในระยะยาว และยังช่วยให้สามารถจัดการ Work-Life Flow ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย หรือหากคุณทำงานประจำอยู่ ก็อาจยกเรื่อง Flow นี้ไปปรึกษากับหัวหน้างาน เมื่อต้องมีการปรับเปลี่ยนแผนในการทำงานเพื่อ Performance ที่ดีขึ้น 

และอย่าลืมพิจารณาอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่ควรมีควบคู่ไปกับการทำงานในบริษัท ก็คือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) ซึ่งจะมีประโยชน์ทั้งการช่วยให้เราออมเงินได้อย่างต่อเนื่อง มีวินัย และสามารถออมเพื่อการเกษียณในระยะยาวได้ แล้วยังเป็นแรงจูงใจที่ดีในการทำงานอีกด้วย เนื่องจากเป็นหลักประกันทางการเงินจากเงินสะสมของเราเองและเงินสมทบของนายจ้าง เปรียบเหมือนการได้เงินเดือนเพิ่ม และเงินนั้นยังได้นำไปลงทุนผ่านผู้จัดการกองทุนผู้เชี่ยวชาญ มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่มากขึ้น นอกจากนั้นยังนำไปลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย เรียกได้ว่าช่วยให้เรารู้สึกอุ่นใจไปส่วนหนึ่ง 

ซึ่ง บลจ.พรินซิเพิล ก็มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ให้บริการหลากหลายประเภท อีกทั้งยังมีนวัตกรรมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พรินซิเพิล สมดุลตามอายุ ซึ่งจดทะเบียนแล้ว ที่สามารถรองรับและตอบสนองความต้องการในการลงทุนที่แตกต่างกันของสมาชิกแต่ละรายได้อีกด้วย เราสามารถจัดการให้เหมาะกับ Flow ในแบบของเราได้เลย 
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.principal.th/th/provident-fund

คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า (กองทุน) เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน/ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม
ติดต่อได้ที่เว็บไซต์ https://www.principal.th/ หรือโทร 02-686-9595