CIO View: สิงหาคม 2569

Image

 

  • ภาพรวมภาวะตลาดและเศรษฐกิจโลก
    ตลาดการเงินโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนที่เพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งในช่วงเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้นักลงทุนต้องประเมินปัจจัยหลายด้านควบคู่กัน ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น แนวโน้มนโยบายการเงินที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสัญญาณการชะลอตัวของการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศเศรษฐกิจหลักทั่วโลก อย่างไรก็ดี แม้ว่าความผันผวนของตลาดจะเพิ่มสูงขึ้น แต่มุมมอง การลงทุนระยะยาวของเรายังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยเรามองว่านักลงทุนควรให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานของภาคธุรกิจที่แข็งแกร่ง ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตเชิงโครงสร้างในระยะยาว และโอกาสการลงทุนที่เกิดขึ้นจากภาวะความผันผวนหรือการปรับฐานของตลาดเป็นระยะ

  • ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่เปิดเผยในเดือนที่ผ่านมาสะท้อนภาพที่ค่อนข้างผสมผสาน โดยตลาดแรงงานเริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวอย่างต่อเนื่องจากการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) เดือนกรกฎาคมที่ลดลง 23,000 ตำแหน่ง สวนทางกับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ นับเป็นการหดตัวอย่างมีนัยสำคัญครั้งแรกในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา นอกจากนี้ตัวเลขเศรษฐกิจที่อ่อนแอยังมีปรากฏในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น สถานศึกษาของรัฐบาลท้องถิ่น ธุรกิจค้าปลีก ภาคบริการทางการเงิน รวมถึงธุรกิจด้านการท่องเที่ยวและสันทนาการ นอกจากนี้อัตราการมีส่วนร่วมของกำลังแรงงาน (Labor Force Participation Rate) ยังปรับลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 5 ปี สะท้อนถึงการสูญเสียโมเมนตัมของตลาดแรงงาน อย่างไรก็ดีการเติบโตของค่าจ้างยังอยู่ในระดับทรงตัว ซึ่งช่วยพยุงกำลังซื้อของภาคครัวเรือนและสนับสนุนอุปสงค์ภายในประเทศต่อไป

  • ข้อมูลอัตราเงินเฟ้อได้ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ทั้งผู้กำหนดนโยบายและนักลงทุน โดยอัตราเงินเฟ้อทั่วไป (Headline CPI) ในเดือนกรกฎาคมชะลอลงสู่ระดับ 3.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน จาก 3.5% ในเดือนก่อนหน้า ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core Inflation) ปรับลดลงสู่ 2.5% แม้ระดับเงินเฟ้อจะยังสูงกว่าเป้าหมายระยะยาวของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) แต่แนวโน้มที่ชะลอลงอย่างต่อเนื่องช่วยสนับสนุนความคาดหวังว่า Fed อาจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับปัจจุบัน เว้นแต่แรงกดดันเงินเฟ้อจะกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง

  • ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีมติคงอัตราดอกเบี้ย Fed Funds Rate ไว้ที่ระดับ 3.50%-3.75% อย่างไรก็ตาม ท่าทีโดยรวมยังคงมีลักษณะเข้มงวด (Hawkish) อย่างชัดเจน โดยผลการประชุมสะท้อนการลงมติที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญในอัตราส่วน 9 ต่อ 3 ซึ่งมีกรรมการ 3 รายสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทันที สะท้อนความกังวลต่อความเสี่ยงที่เงินเฟ้ออาจยังคงอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน รายงานการประชุมระบุว่า แม้เงินเฟ้อจะปรับตัวลดลง แต่ผู้กำหนดนโยบายยังคงกังวลต่อความเสี่ยงด้านสูง (Upside Risks) จากมาตรการภาษีนำเข้า ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานปัญญาประดิษฐ์ (AI Infrastructure) ที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

  • แม้ว่าตัวเลขภาคแรงงานจะอ่อนแอลง แต่นาย Kevin Warsh ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ ยังคงย้ำถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันอัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายที่ 2% พร้อมระบุว่าการตัดสินใจด้านนโยบายในอนาคตจะยังคงขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่ทยอยประกาศออกมา (Data Dependent) แม้แนวทางดังกล่าวจะช่วยรักษาความยืดหยุ่นในการดำเนินนโยบาย แต่การขาด Forward Guidance ที่ชัดเจนได้ลดความสามารถของตลาดในการประเมินทิศทางการตอบสนองของ Fed ต่อข้อมูลเศรษฐกิจ ส่งผลให้ความผันผวนในตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้นักลงทุนมีความต้องการผลตอบแทนเพื่อชดเชยความเสี่ยง (Risk Premium) เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับความไม่แน่นอนด้านนโยบายการเงินและความเป็นไปได้ที่เงินเฟ้ออาจคงอยู่ในระดับสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์
    ในอีกด้านหนึ่ง นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังของสหรัฐฯ ได้ประกาศเพิ่มวงเงินการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว (Treasury Buyback Program) ตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป โดยวงเงินซื้อคืนพันธบัตรอายุ 10-30 ปี จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยสองเท่าจากระดับปัจจุบัน เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและลดความผันผวนในตลาดพันธบัตร ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวจะไม่ส่งผลต่อแผนการออกพันธบัตรตามปกติ สะท้อนว่ามาตรการนี้มีเป้าหมายหลักเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของตลาด มากกว่าการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์การระดมทุนภาครัฐ

  • อย่างไรก็ดี มาตรการดังกล่าวจะช่วยหนุนราคาพันธบัตรระยะยาวและลดแรงกดดันต่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yields) ในช่วงแรก แต่ผลเชิงบวกดังกล่าวอยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากนักลงทุนยังคงกังวลต่อปัญหาขาดดุลงบประมาณ ภาระหนี้ภาครัฐที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนของเงินเฟ้อ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง สะท้อนว่าตลาดตราสารหนี้ยังคงต้องการค่าชดเชยความเสี่ยงจากการถือครองพันธบัตรระยะยาว (Term Premium) ในระดับสูง แม้เศรษฐกิจจะแสดงสัญญาณชะลอตัวก็ตาม

  • นอกจากนี้ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา การถกเถียงเกี่ยวกับแนวโน้มนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ทวีความเข้มข้นขึ้นภายหลังการประชุมสัมมนาเชิงนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Jackson Hole Economic Policy Symposium) โดยนายเควิน วอร์ช ได้ส่งสัญญาณในเชิงเข้มงวด (Hawkish) มากขึ้น พร้อมย้ำว่าการนำอัตราเงินเฟ้อกลับเข้าสู่เป้าหมายที่ 2% ยังคงเป็นภารกิจสำคัญของ Fed และมองว่าการชะลอตัวของเงินเฟ้อในช่วงที่ผ่านมา ยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันได้ว่าเงินเฟ้อกำลังกลับเข้าสู่แนวโน้มขาลงอย่างยั่งยืน แม้วอร์ชจะยอมรับว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการลงทุนด้าน AI ผลประกอบการภาคธุรกิจที่แข็งแกร่ง การฟื้นตัวของการใช้จ่ายภาคครัวเรือน สภาพแวดล้อมด้านสินเชื่อที่ยังเอื้ออำนวยต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และตลาดแรงงานที่ยังอยู่ใกล้ระดับการจ้างงานเต็มศักยภาพ แต่เขาย้ำว่าการยกระดับผลิตภาพจาก AI ยังไม่สามารถทดแทนบทบาทของนโยบายการเงินในการควบคุมแรงกดดันเงินเฟ้อในระยะสั้นได้ นอกจากนี้ วอร์ชยังยืนยันว่าการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินในระยะถัดไปจะยังคงขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่ทยอยประกาศออกมา (data dependent) และหลีกเลี่ยงการให้สัญญาณล่วงหน้าเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยอย่างชัดเจน ส่งผลให้ตลาดตีความถ้อยแถลงดังกล่าวในเชิงเข้มงวดมากกว่าที่คาดไว้ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ตลาดได้ปรับมุมมองต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจาก CME FedWatch Tool สะท้อนว่าความน่าจะเป็นที่คณะกรรมการ FOMC จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้จนถึงการประชุมเดือนธันวาคม 2569 ลดลงเหลือ 11% จาก 28% เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน ขณะที่ความน่าจะเป็นที่ Fed จะไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมภายใน 12 เดือนข้างหน้าลดลงเหลือเพียง 4% จาก 12% ในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนว่าตลาดให้น้ำหนักต่อโอกาสการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมมากขึ้น 

  • ในมุมมองของเรา ความเป็นไปได้ที่ Fed อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมได้เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน แม้ว่าทีม Principal Global Insights จะยังไม่ได้ปรับประมาณการนโยบายการเงินอย่างเป็นทางการ แต่การสื่อสารของ Fed ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะถ้อยแถลงจากการประชุมที่ Jackson Hole ได้เพิ่มความเสี่ยงที่อัตราดอกเบี้ยอาจอยู่ในระดับสูงกว่าที่เราเคยประเมินไว้ก่อนหน้า นอกจากนี้ ในเชิงการดำเนินนโยบายการเงิน ธนาคารกลางมักหลีกเลี่ยงการส่งสัญญาณเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านเงินเฟ้ออย่างชัดเจน หากไม่มีความพร้อมที่จะดำเนินนโยบายตามที่สื่อสารไว้เมื่อมีความจำเป็น ดังนั้นหากอัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่เหนือกรอบเป้าหมายเป็นเวลานาน เรามองว่าความเสี่ยงที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าหนึ่งครั้งในระยะข้างหน้าอาจสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์อยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายย่อมต้องการรักษาความน่าเชื่อถือในการดูแลเสถียรภาพด้านราคาในระยะยาว

  • นอกเหนือจากประเด็นนโยบายการเงินแล้ว สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ตลาดจับตาอย่างใกล้ชิด โดยความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านกลับมารุนแรงขึ้นอีกครั้ง รวมถึงเหตุการณ์โจมตีเส้นทางการเดินเรือพาณิชย์ในทะเลแดงและอ่าวโอมาน ซึ่งเพิ่มความกังวลต่อความมั่นคงด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะเดียวกัน มาตรการ Operation Economic Outcast ของรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เพิ่มแรงกดดันต่ออิหร่านผ่านการขยายมาตรการคว่ำบาตรไปยังภาคเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ การขนส่ง การบิน เทคโนโลยี โลหะมีค่า และเครือข่ายทางการเงิน

  • ภายหลังการสิ้นสุดข้อตกลงหยุดยิงเดิม และความไม่แน่นอนบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ผู้เข้าร่วมตลาดได้เริ่มสะท้อนส่วนชดเชยความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk Premium) ที่สูงขึ้นเข้าสู่ราคาน้ำมันดิบ แม้ว่าตลาดการเงินโดยรวมจะยังไม่เข้าสู่ภาวะหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (Risk-off) อย่างรุนแรง แต่ทิศทางราคาพลังงานยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องของราคาน้ำมันอาจเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการชะลอตัวของเงินเฟ้อทั่วโลก และอาจทำให้วงจรการผ่อนคลายนโยบายการเงินในหลายประเทศล่าช้าออกไป

  • ธนาคารกลางหลักทั่วโลกส่วนใหญ่ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับเดิม พร้อมติดตามพัฒนาการด้านเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ธนาคารกลางยุโรป (ECB) คงอัตราดอกเบี้ย แต่ยังคงส่งสัญญาณระมัดระวังต่อผลกระทบของราคาพลังงานที่สูงขึ้น ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยเช่นกัน แม้จะมีกรรมการบางรายลงมติเห็นชอบให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม สะท้อนความกังวลต่อแรงกดดันเงินเฟ้อภายในประเทศ ด้านธนาคารกลางจีน (PBOC) ยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เพื่อสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจและรักษาเสถียรภาพของอุปสงค์ภายในประเทศ ท่ามกลางความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ยังคงกดดันเศรษฐกิจจีน

  • สำหรับประเทศไทย ภาพรวมเศรษฐกิจยังคงขยายตัวในระดับจำกัด แม้บางภาคส่วนจะยังแสดงความแข็งแกร่ง โดย GDP ไตรมาส 2 ขยายตัว 1.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน ลดลงจาก 2.8% ในไตรมาสแรก ขณะที่ GDP ที่ปรับผลทางฤดูกาลแล้วหดตัว 0.2% จากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้เกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจไทยอาจเข้าสู่ภาวะ Technical Recession หากความอ่อนแอยังคงต่อเนื่องในไตรมาส 3 นอกจากนี้ อุปสงค์ภายในประเทศยังถูกจำกัดจากภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังเปราะบาง

  • อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายภาคส่วนที่สะท้อนความแข็งแกร่งอย่างโดดเด่น โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวถึง 13.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ศูนย์ข้อมูล (Data Centers) และโครงการที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ภาคการส่งออกยังมีการเติบโตแข็งแกร่ง โดยมูลค่าการส่งออกในช่วงครึ่งปีแรกขยายตัว 17.6% ได้รับแรงสนับสนุนจากอุปสงค์ต่างประเทศที่แข็งแกร่งและแนวโน้มการกระจายห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Diversification) ทั้งนี้ แม้ว่าส่วนหนึ่งของการเติบโตด้านการส่งออกอาจเป็นผลจากการเร่งคำสั่งซื้อก่อนการเปลี่ยนแปลงด้านภาษีนำเข้าในอนาคต แต่การลงทุนที่กำลังเกิดขึ้นในภาคอิเล็กทรอนิกส์ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และศูนย์ข้อมูล ยังคงสนับสนุนมุมมองเชิงบวกต่อบทบาทของประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลกในระยะยาว ด้วยเหตุนี้ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (NESDC) จึงได้ปรับเพิ่มประมาณการการเติบโตของ GDP ปี 2569 สู่ช่วง 2.0%-2.5%

  • ทั้งนี้ แนวโน้มโดยรวมเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากราคาพลังงานที่สูง ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การบริโภคภาคครัวเรือนที่อ่อนแอ ภาระหนี้ที่อยู่ในระดับสูง และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ช้ากว่าคาด ส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในระยะใกล้ยังคงพึ่งพาแรงสนับสนุนจากอุปสงค์ภายนอก การลงทุนจากต่างประเทศ และความก้าวหน้าในภาคธุรกิจเชิงยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ดิจิทัล และโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์

  • มุมมองการลงทุน
    พัฒนาการล่าสุดของตลาดยังคงสนับสนุนมุมมองเชิงบวกของเราต่อการลงทุนในหุ้นโลก แม้นักลงทุนยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ แนวโน้นโยบายการคลัง และนโยบายการเงิน แต่ปัจจัยพื้นฐานสำคัญยังอยู่ในเกณฑ์แข็งแกร่ง ทั้งการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียน คุณภาพงบดุลภาคเอกชน และการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องในหลายอุตสาหกรรม

  • ผลประกอบการล่าสุดของ NVIDIA เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนการเติบโตของ AI อย่างชัดเจน โดยรายได้ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับปีก่อน สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 96,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่รายได้จากธุรกิจ Data Center เติบโต 117% และผู้บริหารยังคงส่งสัญญาณการเติบโตอย่างต่อเนื่องในไตรมาสถัดไป แม้ยังไม่ได้รวมรายได้จากประเทศจีนไว้ในประมาณการดังกล่าว

  • ที่สำคัญ เรามองว่าโอกาสการลงทุนจาก AI ในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อีกต่อไป ผลประกอบการของ NVIDIA สะท้อนถึงอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากทั้งผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ (Hyperscalers) ภาคธุรกิจ ภาครัฐ และผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนกระจายไปยังธุรกิจที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง อาทิ โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ซอฟต์แวร์ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ บริการดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ซึ่งล้วนมีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการเติบโตของ AI ในระยะยาว

  • ดังนั้น ภายใต้สภาวะแวดล้อมดังกล่าว เรายังคงแนะนำกองทุนเปิดพรินซิเพิล โกลบอล อิควิตี้ (PRINCIPAL GEF) เป็นทางเลือกหลักสำหรับการลงทุนในหุ้นทั่วโลก โดยกองทุนมีการกระจายการลงทุนครอบคลุมหลากหลายภูมิภาค อุตสาหกรรม และรูปแบบการลงทุน ช่วยให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงโอกาสการเติบโตจากตลาดหุ้นทั่วโลก พร้อมลดการกระจุกตัวของความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหรือธีมการลงทุนใดเพียงธีมเดียว โดยในภาวะที่ตลาดให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานและการเติบโตของผลประกอบการมากขึ้น การลงทุนในบริษัทคุณภาพสูงระดับโลกที่มีความได้เปรียบในการแข่งขัน กระแสเงินสดแข็งแกร่ง และมีศักยภาพการเติบโตในอนาคต ยังคงมีความน่าสนใจสำหรับการลงทุน

Image
  • สำหรับนักลงทุนที่ต้องการเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน เรายังคงแนะนำกองทุนเปิดพรินซิเพิล โกลบอล อินโนเวชั่น (PRINCIPAL GINNO) เป็นทางเลือกเสริมในการลงทุน โดยกองทุนมุ่งเน้นลงทุนในบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากนวัตกรรม เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงโลก พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป และแนวโน้มการเติบโตเชิงโครงสร้าง เรายังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อธีมการลงทุนด้านนวัตกรรม โดยเฉพาะจากการเร่งตัวของการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในวงกว้างทั่วโลก พัฒนาการล่าสุดของอุตสาหกรรมสะท้อนว่าการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ยังคงอยู่ในช่วงเริ่มต้นของวัฏจักรการลงทุนระยะยาว โดยได้รับแรงสนับสนุนจากภาคธุรกิจ ภาครัฐ ผู้ให้บริการคลาวด์ ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ และโมเดลธุรกิจ AI รูปแบบใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น เราเชื่อว่าบริษัทจำนวนมากที่มีแนวโน้มได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังไม่ได้รับการประเมินศักยภาพการเติบโตอย่างเต็มที่ ซึ่งเปิดโอกาสการลงทุนในหลากหลายอุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงส์จาก AI และนวัตกรรม ครอบคลุมวงกว้างกว่ากลุ่มเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

    Image

     

  • โดยสรุป เรายังคงมีมุมมองสอดคล้องกับที่ได้นำเสนอไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปี โดยมองว่าตลาดการลงทุนในปัจจุบันไม่ได้ขับเคลื่อนหลักจากความคาดหวังต่อสภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตของผลประกอบการ ความสามารถในการสร้างนวัตกรรม การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และความสามารถในการบริหารจัดการของบริษัท ผลประกอบการล่าสุดของบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะบริษัทผู้นำที่เกี่ยวข้องกับ AI สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทที่สามารถสร้างการเติบโตของรายได้และกำไรได้อย่างเป็นรูปธรรม ยังคงได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน
    ด้วยเหตุนี้ เรายังคงมองว่ากองทุน PRINCIPAL GEF เป็นทางเลือกหลักสำหรับการลงทุนในหุ้นทั่วโลก โดยกองทุนมีการกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม ขณะที่กองทุน PRINCIPAL GINNO เป็นทางเลือกเสริมสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในธีมนวัตกรรม AI และโอกาสการเติบโตในระยะยาว การผสมผสานการลงทุนระหว่างทั้งสองกองทุนช่วยสร้างสมดุลระหว่างการเข้าถึงโอกาสการเติบโตของตลาดหุ้นโลกในวงกว้าง และการลงทุนในธีมการเติบโตที่ได้รับแรงขับเคลื่อนจากนวัตกรรมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ซึ่งมีแนวโน้มเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว 

  • Image
    Image

    คำเตือน: ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า (กองทุน) เงื่อนไข ผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน / PRICNIPAL GEF, PRINCIPAL GINNO กองทุนหลักลงทุนกระจุกตัวในประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเองด้วย / บริษัทจัดการใช้สัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อเป็นเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยนของกองทุน (Hedging) ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้จัดการ/ กองทุนมีนโยบายการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจ (dynamic hedging) (0%-105% ของมูลค่าความเสี่ยง) / กองทุนที่มีนโยบายลงทุนในต่างประเทศ กองทุนอาจมีความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ผู้ลงทุนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไร จากอัตราแลกเปลี่ยน/หรือได้รับเงินคืนต่ำกว่าทุนเริ่มแรกได้ /ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต/ ผู้ลงทุนควรศึกษาผลการดำเนินงานของหน่วยลงทุนแต่ละชนิดของกองทุนใน https://www.principal.th/th/mutual-fundth ก่อนตัดสินใจลงทุน