ทบทวนภาวะเศรษฐกิจกับตลาดทุนช่วงครึ่งแรก ปี 2020

1​

การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้เศรษฐกิจโลกหยุดชะงัก แต่ก็ฟื้นได้บ้างในบางประเทศ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของโลก (Global Manufacturing Purchasing Manager Index หรือ Global MFG PMI) ซึ่งลงไปต่ำสุดที่ 42.4 จุดเมื่อเดือน พ.ค. 2020 แสดงให้เห็นการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ กลับฟื้นขึ้นเป็น 51.5 จุดในเดือน ก.ค. 2020
(Source: Principal Multi-Asset Perspectives, Data as of 31 Jul 2020)

ในช่วงครึ่งปีแรก ตลาดทุนมีความผันผวนมาก เกิดแรงเทขายสินทรัพย์เกือบทุกกลุ่มในเดือน มี.ค. 2020 ก่อนที่จะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในเดือน เม.ย. – มิ.ย. 2020 สินทรัพย์ในกลุ่มมั่นคง (Safe Haven) ให้ผลตอบแทนเป็นบวก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราคาทองคำที่ทำลายสถิติสูงสุด และให้ผลตอบแทน +18% ในขณะที่กลุ่มสินทรัพย์เสี่ยง (Risky Assets) ได้แก่ หุ้นโลก หุ้นไทย และ REITs (Real Estate Investment Trusts)  แม้จะฟื้นตัวแรง แต่ก็ยังให้ผลตอบแทนติดลบเมื่อเทียบกับต้นปี 
(Source: Bloomberg, Data as of 30 Jun 2020)

2​

Don’t Panic, Stay Invested and Stay Diversified.
วิกฤตโควิดในครั้งนี้ ย้ำเตือนหลักการลงทุนว่า เมื่อนักลงทุนทั่วโลกเกิดความกลัว  สุดขีด (Extreme Fear) เทขายสินทรัพย์เสี่ยง จนทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลงแรง สิ่งที่เราควรทำ คือ ตั้งสติดีๆ อย่าตกใจขายตามคนอื่น และหากเราประเมินแล้วว่า สถานการณ์จะคลี่คลาย จังหวะตลาดหุ้นลงแรงควรเป็น “โอกาส” การลงทุนในสินทรัพย์คุณภาพดีราคาถูกลง เทียบได้กับการซื้อสินค้าที่ติดป้ายลดราคา 40-50% ซึ่งหากเราทำได้ เราก็จะไม่พลาดโอกาสทำกำไรในช่วงที่ตลาดกลับตัวเป็นขาขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามในช่วงครึ่งหลัง ปี 2020

3​

1. TECH Boom or Bubble? ต้องยอมรับว่า หนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดหุ้นฟื้นตัวได้เร็ว มาจากความร้อนแรงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หุ้นในกลุ่มที่เรียกว่า FANG+ อาทิ Facebook, Apple, Netflix, Google (Alphabet) ฯลฯ โดยผลตอบแทนดัชนี NYSE FANG+ ย้อนหลัง (19 Sep 2014 – 30 Jun 2020) สูงถึง 28% ต่อปี เทียบกับผลตอบแทนดัชนี S&P500 ในช่วงเดียวกัน ที่ได้เพียง 10% ต่อปี ทำให้สัดส่วนของหุ้นที่มีมูลค่าตามราคาตลาดสูงสุด 5 อันดับแรกของดัชนี S&P500 กลายเป็นหุ้นกลุ่มนี้ทั้งหมด และมีสัดส่วนมากถึง 24% สูงที่สุดในรอบ 25 ปี (Source: theice.com/fangplus , Data as of  20 Jul 2020) ทั้งนี้ คาดว่า ความร้อนแรงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี น่าจะแผ่วลงในเร็วๆ นี้ และอาจทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลก ต้องปรับฐานตามไปด้วย

2. Biden Wins – ผลการสำรวจคะแนนนิยมล่าสุดพบว่า Joe Biden ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ   จากพรรคเดโมแครต มีคะแนนนำ Donald Trump อยู่ถึง 8 จุด โดยมีฐานเสียงหนาแน่นจากกลุ่ม Black,  Hispanic และคนรุ่นใหม่ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากความเพลี่ยงพล้ำของ Trump ในกรณี Black Lives Matter ทั้งนี้  Biden ประกาศว่า หากได้รับเลือกตั้ง จะปรับขึ้นภาษีนิติบุคคลไปสู่ระดับเดิม ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อผลกำไรบริษัท เอกชนในสหรัฐฯ และน่าจะเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้น (Source: www.realclearpolitics.com , Data as of 31Jul 2020)

​3. COVID Hurts Real Economy – สถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังไม่ดีขึ้น ทั้งที่เป็นการระบาดรอบแรก เช่น India และการระบาดรอบสอง เช่น USA ทำให้บางพื้นที่ต้องกลับมา Lockdown อีกซึ่งส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องชะลอตัวลงอีกครั้ง ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะมีข่าวดีเรื่องการวิจัยและพัฒนาวัคซีน แต่เชื่อว่า กว่าคนจำนวนมากจะได้รับวัคซีน และการเดินทางข้ามประเทศจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ น่าจะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 1-3 ปี ดังนั้น ความล่าช้าของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อาจจะกลับมาเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้นได้อีกครั้ง

มุมมองการลงทุนและคำแนะนำการจัดพอร์ต ครึ่งหลัง ปี 2020

เนื่องจากในช่วงไตรมาส 2 ตลาดหุ้นฟื้นตัวเร็ว นำหน้าเศรษฐกิจไปมาก
ในขณะที่ตลาด REITs ยังฟื้นตัวไม่มากนักจึงแนะนำให้ปรับลดน้ำหนักหุ้นโลก และเพิ่มน้ำหนัก REITs 

5​

7

มุมมองการลงทุนใน REITs และ Infrastructure

                    8   9

ในช่วงไตรมาส 2 ตลาดหุ้นโลกฟื้นตัวเร็วมาก ทำให้ระดับราคาเกือบเท่ากับช่วงต้นปี ในขณะที่ตลาด REITs ฟื้นช้ากว่า โดยดัชนี Global REITs Index ยังให้ผลตอบแทน -18.7% จึงนับว่าระดับราคา REITs ยังตามหลังตลาดหุ้น ในขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนเงินปันผลของ REITs ก็ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉลี่ยที่ 3.9% เมื่อเทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่ 0.3% นับว่า REITs ให้ผลตอบแทนเงินปันผลคาดหวังสูงกว่าพันธบัตรถึง 3.6% คาดว่า ในภาวะดอกเบี้ยต่ำ การลงทุนใน REITs จะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง
(Source: PrinRE Presentation, Data as of 31 Jul 2020)

10​

เป็นที่น่าสังเกตว่า REITs แต่ละกลุ่ม ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิดไม่เท่ากัน โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อย (Low Impact) ได้แก่ Data Centers และ Logistics ให้ผลตอบแทนช่วงครึ่งปีแรกเป็นบวก หรือติดลบเล็กน้อย ในขณะที่กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ Retail และ Hotels ระดับราคาปรับลงไปมากและยังไม่ฟื้นเท่าที่ควร
(Source: Principal Asset Management and DBS Vickers, Data as of 30 Jun 2020)

ตัวอย่างสินทรัพย์ในกลุ่ม REITs และ Infrastructure

1​

แนะนำกองทุนที่เน้นลงทุนใน REITs และ Infrastructure

36​

กองทุน Principal Property Income Fund (PRINCIPAL iPROP) และ Principal Property Income Retirement Mutual Fund (PRINCIPAL iPROPRMF) มีสไตล์การบริหารแบบ Active but Conservative คือ เลือกลงทุนรายตัวแบบ Bottom-up Stock Selection แต่เน้นเลือกอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานคุณภาพดีที่มีรายได้ค่าเช่ามั่นคงในเอเชียแปซิฟิก คาดหวังโอกาสรับอัตราผลตอบแทนรวม 4 – 6% ต่อปี สำหรับระยะเวลาการลงทุนตั้งแต่ 3 – 5 ปีขึ้นไป โดยปัจจุบันกองทุน PRINCIPAL iPROP ให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบน้อยจาก COVID ได้แก่ Data Centers และ Logistics โดยส่วนใหญ่เป็น REITs ที่จดทะเบียนในสิงคโปร์ แต่มีสินทรัพย์กระจายทั่วโลก พร้อมกับเน้นลงทุนใน Infrastructure อาทิ เสาโทรคมนาคม และระบบขนส่งมวลชน ทั้งในไทยและสิงคโปร์ 
(Source: Principal Asset Management, Data as of 30 Jun 2020)

96​

cio

 นอกจากประเทศไทย เวียดนามก็เป็นอีกหนึ่งประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ควบคุมสถานการณ์ COVID-19 ได้ดี และมีระยะเวลา Lockdown เพียง 3 สัปดาห์เท่านั้น แม้ว่าจะมีข่าวการแพร่ระบาดรอบ 2โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ Danang แต่จำนวนผู้ติดเชื้อสะสมมีเพียง 1,007 คน ผู้เสียชีวิตสะสม 25 คน จึงส่งผลให้เวียดนามฟื้นฟูเศรษฐกิจได้เร็วสำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนาม (General Statistics Office of Vietnam) คาดว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจในปี 2020 อยู่ที่ +3.6% ชะลอตัวลงจากปีก่อนซึ่งอยู่ที่ 7.0% แต่ก็นับว่าเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่เศรษฐกิจยังขยายตัวได้ เมื่อเทียบอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจของไทยในปี 2020 ที่คาดว่าจะติดลบ -8.1% ก็นับว่าเวียดนามฟื้นตัวได้เร็วกว่าไทยมาก 
(Source: www.worldometers.info/coronavirus www.gso.gov.vn www.bot.or.th , Data as of 20 Aug 2020)

kjio​

หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็ว คือเวียดนามยังคงดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทางตรง (Foreign Direct Investment หรือ FDI) ได้อย่างต่อเนื่อง ในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2020 มียอด Registered FDI จำนวน US$18.8 พันล้าน (ประมาณ 6 แสนล้านบาท) ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.9% โดยผู้ลงทุนรายใหญ่ 3 อันดับแรก ได้แก่ Singapore, South Korea, China 
(Source: VCSC Vietnam Macro, Data as of 20 Aug 2020)

op​

นอกจากนี้ การค้าระหว่างประเทศของเวียดนามก็นับว่าประคองตัวได้ดี ตัวเลขการส่งออกใน 7 เดือนแรกอยู่ที่ US$145.8 พันล้าน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.2% ส่วนการนำเข้าอยู่ที่ 139.3 พันล้าน ลดลงจากปีก่อน 2.9% ทำให้เวียดนามได้ดุลการค้า US$6.5 พันล้าน ทั้งนี้ สินค้าส่งออกที่เติบโตดี ได้แก่ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และเครื่องจักรอุตสาหกรรม โดยตลาดส่งออกรายใหญ่ 3 อันดับแรก ได้แก่ USA, China, EU 
(Source: VCSC Vietnam Macro, Data as of 20 Aug 2020)


FPT Corporation (FPT)

oi​

ผู้นำด้าน IT Outsourcing (Software Development, IT Solutions), Telecom Service (Internet, IPTV, Data Center) และ Education (FPT University) มีฐานลูกค้าทั่วโลกต้นทุนต่ำ เพราะผลิต Software Engineers เองจาก FPT Universityซึ่งมีหลักสูตร Online หลัง COVID มีจำนวนนักศึกษาเพิ่มขึ้น 37% กำไรสุทธิครึ่งปีแรกโต +13.5% 
Source: fpt.com.vn/en, Data as of 30 Jun 2020


Vincom Retail (VRE) 

ju​

บริหารศูนย์การค้า 79 แห่งใน 43 เมือง พื้นที่ให้เช่า 1.6 ล้านตรม. Occupancy Rate หลัง COVID อยู่ที่ 85% Vietnam มี lockdown เพียง 3 สัปดาห์ ทำให้ยอดขาย, Footfalls, และ Occupancy Rate กลับมาเกือบเท่าปี 2019 ตั้งแต่เดือน May มี Tenant ที่คนหนุ่มสาวนิยม อาทิ UNIQLO, Koi The, Haidelao แนวโน้มเติบโตดีจากกระแส Urbanization, รายได้เพิ่มขึ้นของคนหนุ่มสาว และการมี Penetration Rate ต่ำ 
Source: ir.vincom.com.vn/en, Data as of 30 Jun 2020
 

Vinhomes (VHM)

ui​

บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ครองส่วนแบ่งตลาด Mid – High End ประมาณ 40% เน้น Mega Project แต่ละโครงการมีจำนวนกว่า 40,000 ยูนิต พร้อมพื้นที่ส่วนกลางขนาดใหญ่ ทั้งหาดทราย ทะเลสาบ สนามกีฬา ฯลฯ ยอดขายครึ่งปีแรก 22,045 ยูนิต เพิ่มจากปีก่อน 15% โดย 14% เป็นการขาย Online 
Source: ir.vinhomes.vn/en, Data as of 30 Jun 2020 

แนะนำกองทุนที่ลงทุนในหุ้น Vietnam

df​

กองทุน Principal Vietnam Equity Fund (PRINCIPAL VNEQ) เลือกลงทุนในหุ้นรายตัวแบบ Bottom-up โดยเน้นหุ้นขนาดใหญ่และกลางที่มีปัจจัยพื้นฐานดี โตเร็ว มีสภาพคล่องที่เพียงพอและมีระดับ Valuation ที่เหมาะสม ทั้งในและนอกดัชนีอ้างอิง นอกจากนี้ทาง บลจ.พรินซิเพิล ได้ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยง และมีการกำหนดสัดส่วนในการถือครองหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่งให้ไม่เกิน 10% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ เพื่อลดผลกระทบจากความเสี่ยงเฉพาะตัวของธุรกิจด้วย


อ่านฉบับเต็มที่นี่